หนึ่งวัน { สามย่าน } มิตรใหม่ของเมือง ชมศิลปะ ชิมอาหาร เพิ่มการเรียนรู้

สามย่านมันเปลี่ยนไปขนาดนี้แล้วหรอ จำแทบไม่ได้เลย ดูโล่ง ดูใหม่ ดูสะอาด ฝั่งที่เคยเป็นตลาดสามย่านล้อมรั้วโดยรอบเป็นโครงการสามย่านมิตรทาวน์ที่ตั้งใจมานี่แหละ เป็นรั้วโครงการที่ดูสะอาดมากๆ แต่มองไปก็แอบใจหายที่ร้านเก่าๆ ที่เคยเห็นเรียงรายข้างถนนมันไปหมดแล้วเหมือนกัน

Read More

ชวนมาทำความเข้าใจ {pokemon go} เพื่อการเล่นอย่างปลอดภัย

เราคิดว่าเป็นการยากที่จะบอกคนที่อยากเล่นให้เลิกเล่น และมันน่าจะอันตรายกว่ามากถ้าเด็กต้องแอบเล่น เพราะแทนที่เราจะรู้ความเคลื่อนไหว กลายเป็นเด็กต้องโกหกเพื่อจะได้เล่น และเราไม่มีทางรู้เลยว่าเค้าจะไปที่ไหนกันบ้าง...

Read More

หลากอารมณ์กับ { 1600 PANDAS+ TH } ที่มีมากกว่าความน่ารัก

ศุกร์ที่แล้วเป็นวันเปิดตัวกลางสนามหลวงกับการมาเยือนของแพนด้า 1600+ ตัว (ที่ในงานยังแซวกันว่าตอนเก็บจะกลายเป็น 1600- หรือเปล่า เพราะมีแต่คนถามว่า จะหายไหม... แหม่) หมีแพนด้าเหล่านี้เป็นผลงานเปเปอร์มาเช่ (papier-mâché) ของศิลปินชาวฝรั่งเศส Mr. Paulo Grangeon ที่ทำให้ WWF ตัวแพนด้าก็เอาแรงบันดาลใจมาจาก logo ของ WWF นั่นเอง ละเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมต้อง 1600 ตัว เพราะเลข 1600 เป็นจำนวนของแพนด้าที่เหลืออยู่ตามธรรมชาติในปี 2004 ที่เริ่มโปรเจ็คนี้ น้อยเนอะ จากนั้น โครงการแพนด้าเปเปอร์มาเช่เหล่านี้ก็เดินทางไปทั่วโลก เพราะโปรโมทการอนุรักษ์แพนด้า รวมทั้งสัตว์ป่าตามธรรมชาติอื่นๆ ของ WWF

อ่านรายละเอียดที่มาของแพนด้าเหล่านี้ได้ที่นี่ค่ะ "In Asia, 1,600 Papier-Mâché Pandas Bring Pandemonium"

เห็นไหมว่าแพนด้าไม่ได้มาทำตัวน่ารักเฉยๆ นะ และจากที่ได้พูดคุยกับทาง WWF ประเทศไทย ผู้ร่วมจัดงานในครั้งนี้เราพบว่า WWF ประเทศไทยมีมา 40 ปีแล้ว!!! และมีผลงานอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่ค่อยออกสื่อ ซึ่งเราก็พอจะเข้าใจนะ เพราะที่บ้านเราเองก็เป็นสมาชิกสมาคมเพื่อธรรมชาติอะไรแนวนี้เหมือนกัน เวลาเห็นวารสาร หรือจดหมายแจ้งข่าวของโครงการยังคิดเลยว่า นอกจากสมาชิกแล้วใครจะเห็น 5555 ผลงานเด่นๆ ของ WWF ประเทศไทยที่ได้ฟังมาก็คือหยุดการขายงานช้างแอฟริกา... งงล่ะสิ ว่าเกี่ยวอะไร เพราะช้างบ้านเราเป็นช้างเอเชียต่างหาก คิดอย่างนี้อยู่ใช่ไหม ประเทศเราเคยเป็นตลาดค้างาช้างแอฟริกาอันดับสองของโลกเลยนะ ไม่น่าภูมิใจเลยเนอะ ส่วนงาช้างเอเชียบ้านเราห้ามขาย ห้ามครอบครองอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการล่าช้างในประเทศ แต่นี่ไม่ใช่ของประเทศเราก็เลยให้มีการนำเข้าได้ ผลก็คือช้างที่แอฟริกาถูกล่ามากมายเพื่อส่งมาขายที่นี่ พอทาง WWF ประเทศไทยผลักดันให้การนำเข้างาช้างแอฟริกาผิดกฎหมายได้ ผลก็คือการล่าเพื่องาของทางแอฟริกาก็ลดลง เพราะตลาดที่ส่งขายลดลง เจ๋งใช่ไหมล่ะ โลกเรามันก็ใบเดียวกันเนอะ ผลกระทบมันกระจายไปได้ทั่ว และนโยบายนี้ นานาประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองก็เริ่มนำไปใช้เหมือนกัน แต่เราก็ถามต่ออย่างที่หลายๆ คนคงอยากถาม แล้วช้างในเมืองล่ะ... เป็นที่น่าเสียดายที่ WWF ดูแลแต่สัตว์ตามฐานที่อยู่ เรียกได้ว่าดูแลสัตว์ในป่า และพยายามจะรักษาป่าที่สัตว์อยู่นั่นแหละ สัตว์ที่ถูกนำเข้ามาในเมืองเลยอยู่นอกเหนือการดูแล ก็เข้าใจได้แหละว่าต้องมุ่ง focus ไปทีละอย่าง แต่ก็อดสงสารช้างที่ถูกพาเข้ามาเดินในเมืองไม่ได้อยู่ดี

มีสาระมากที่สุดตั้งแต่เคยเขียนมาหรือเปล่าเนี่ย 555 เอาเป็นว่า ถ้าไปดูแพนด้าที่กำลังจะจัดตามที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ก็ลองแวะไปคุยกับทาง WWF บ้างก็ดีนะ ทุกคนอัธยาศัยดีมากๆ พร้อมตอบคำถามต่างๆ มากมาย มีคนแวะมาแซวน้องที่เป็นเจ้าหน้าที่ยังตอบได้แบบมีไหวพริบที่ดีงามมากๆ ตอนระหว่างที่เราคุยก็มีคนแวะเวียนเข้ามาสอบถาม รวมถึงมีมาบริจากด้วย  ทรัพยากรบ้านเรา ธรรมชาติบ้านเรา เราก็ต้องช่วยกันดูแลเนอะ

สนใจสนับสนุนหรือรับข่าวสารของ WWF ประเทศไทยได้ทางนี้ค่ะ facebook.com/wwfthailand

กลับมาที่งานก่อน ด้วยว่างานจัดที่สนามหลวง นอกเขตทำการมากๆ จึงจำเป็นต้องหาเพื่อนไปด้วย แต่งานจัดบ่ายสามวันศุกร์!!! หาเพื่อนเหล่ามนุษย์เงินเดือนยากมาก แต่ก็ได้มาคนนึง สมมติว่าโม้ต ซึ่งโม้ตนี่มีงานอดิเรกคือพาเพื่อนต่างชาติเที่ยวกรุงเทพฯ 555 เพราะเป็นคนมีเพื่อนต่างชาติเยอะ เลยรู้จักสนามหลวงเป็นอย่างดี จากตอนแรกที่กะว่าจะไปแทกซี่ ก็ได้เปลี่ยนเป็นนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาแทน ขอขอบคุณโม้ตไว้ ณ ที่นี้ด้วย เริ่มออกเดินทางโดย BTS เพื่อไปขึ้นเรือที่ท่าสะพานตากสิน ได้เจอ graffiti ของงาน BUKRUK อีกอันที่คราวที่แล้วไม่เห็นด้วย อยู่ท่ารถสองแถวตรงสถานีรถไฟฟ้าเลย คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ตั๋วราคา 13 บาท โอ้วววว ถ้านั่งแทกซี่จะโดนเท่าไหร่นี่ ประทับใจ พอขึ้นเรือ ด้วยความที่เป็นมัคคุเทศน์โม้ตก็แนะนำให้นั่งทางซ้ายของเรือ เพราะจะได้เห็นวัดอรุณ เราก็ไม่ยอมจะนั่งข้างขวา เพราะจะถ่ายรูป graffiti 55555 ปรากฎว่าวัดอรุณกำลังซ่อมพอดี เลือกถูกข้างมากๆ เห็นบ้านที่เหมือนจะใช้ถ่ายรถไฟฟ้ามาหานะเธอด้วย สวยน่าจะลองนอนมากๆ เลย นั่งเรือบรรยากาศดี แต่จะดีกว่านี้ถ้าน้ำสะอาดอ่ะนะ

ขึ้นจากเรือที่ท่าช้าง เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็ถึงสนามหลวง ช่างดูง่ายดายมากๆ ไปถึงประมาณบ่ายสาม แดดเปรี้ยง เห็นคนมุงๆ อะไรอยู่ลิบๆ จากตอนแรกที่คิดในใจว่าคงไม่ค่อยมีใครมา ปรากฎว่าคิดผิด คนเพียบ ฮาาาา แต่ด้วยว่าแดดมันร้อนมากคนจึงหมุนเวียนตลอด ก็ผลัดๆ กันถ่ายรูป ช่วงแรกๆ เป็นช่วงของผู้มีอุปการะคุณที่เข้าไปถ่ายรูปกับเหล่าแพนด้า ตอนนั่งรอเผลอเอาเข่าแตะพื้น ได้แต่ปลงว่าไม่ควรใส่กางเกงยีนส์ที่ขาดตรงเข่าเลย มันร้อนมาก ลืมคิดเรื่องแดดไปซะสนิท ที่นี่ประเทศไทยนะ 5555

การดูแลจัดพื้นที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีการกั้นรั้วรอบๆ แถมรั้วที่กั้นมีหูแพนด้าด้วยถ้าสังเกต เราเองก็ไปขอถ่ายรูปกับรั้วสำรองมาด้วย XD และพอมาจัดที่สนามหลวง ใครๆ ก็อยากได้วิวด้านหลังเป็นพระบรมมหาราชวังเนอะ ทางทีมงานก็มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเคลียร์พื้นที่ด้านหลังให้ด้วย เพื่อให้ทุกคนได้ภาพที่ดีงาม คิดว่าทุกคนที่ไปถ่ายภาพคงพอใจ คนส่วนมากก็เข้าไปถ่ายแล้วก็วนออกมา ผลัดๆ กัน ต่อคิวเล็กๆ น่ารักดี จะมีก็แต่กลุ่มตากล้องกลุ่มนึงที่ปักหลักนั่งรอพร้อมขาตั้ง คาดว่าน่าจะรอแสงเย็น ปักขาตั้งแบบไม่ขยับไปไหนเลย จนคนข้างหลังเราหลายๆ คนก็เริ่มบ่น เพราะปักเป็นแผงแล้วนั่งรอเวลาเลยล่ะ และคงมีคนบ่นเยอะพอสมควร จนทางผู้จัดต้องออกมาประกาศแบบด้านล่างนี้ ซึ่งก็ดีนะ มาแป๊บเดียว แบ่งๆ กันชมบ้าง 

งานนี้เป็นอีกหนึ่งในโครงการของ Central Embassy ที่มีนโยบายให้ปีนี้เป็นปีศิลปะ และจะนำเข้างานดีๆ จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดปี เย้! งานที่มีโอกาสได้ไปดูมาก็คือ Japanese Contemporary Art Show ซึ่งเราว่ามันดีมากๆ นะที่จะมีคนหรือหน่วยงานที่พยายามนำงานศิลปะต่างๆ เข้ามาให้คนไทยได้ชมกัน แต่ก็อยากให้ช่วยโปรโมทให้มากๆ หน่อย บางงานนี่เงียบมากจนน่าสงสารเลย แต่งานนี้คนเยอะมาก ดีใจแทนผู้จัด ถ้าเงียบต่อเนื่องก็ใจหายกลัวจะยกเลิกโครงการ หวังว่างานหน้าคนจะมากันเยอะแบบนี้อีกนะ XD

หลังจากวันนี้ เหล่าแพนด้าจะเดินทางไปรอบๆ กรุงเทพฯ รวมถึงอยุธยาด้วย แล้วก็จะกลับมาประจำอยู่ที่ Central Embassy จนจบงาน โดยในวันที่ 10 จะมีการเริ่มให้สั่งจองแพนด้าเหล่านี้ด้วยค่ะ เพื่อนำรายได้ไปสมทบทุนกับโครงการ โดยแพนด้าจะมีทั้งหมด 3 ขนาด แต่ละขนาดจำมี 2 แบบ รวมทั้งหมดก็มี 6 แบบที่แตกต่างกัน

ใครสนใจรอติดตามความคืบหน้าได้ที่เพจ facebook.com/1600pandasplusth เลยค่ะ

ผังการเดินทางของแพนด้า เชิญเลือกชมตามสะดวก

ก่อนกลับ เราได้แวะนั่งเล่นที่สนามหลวงก็ไหนๆ ก็มาแล้ว การนั่งบนหญ้าเห็นฟ้ากว้างๆ นี่มันดีจริงๆ จากที่เคยนึกว่าสนามหลวงจะมีคนเฉพาะมีงานนี่คือผิดมากๆ เราเห็นคนหลายๆ วัยมาเล่นว่าวกัน ว่าวจริงๆ นะ มีทั้งว่าวจุฬา ว่าวงู และอื่นๆ ที่เราไม่รู้จัก เราไม่คิดว่าสมัยนี้จะมีคนเล่นอยู่ ครั้งสุดท้ายที่เราเคยเล่นที่สนามหลวงนี่นานจนจำไม่ได้แล้ว 5555 มีทั้งที่มากับเพื่อน มาเป็นครอบครัว มาถ่ายรูปรับปริญญา มาถ่ายรูปเล่น มารอถ่ายพระบรมมหาราชวัง คือเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ถ้ามันใกล้บ้านก็อยากจะไปบ่อยๆ คนที่มีโอกาสอยู่กับธรรมชาตินี่น่าอิจฉาสุดๆ สำหรับเราเลยล่ะ

ขอลาทริปนี้กับรูปพระอาทิตย์ตกที่ถ่ายลอดใต้จุ๊กกุแร้ฝรั่งคนนึง เพราะเรือขากลับมันแน่นมาก มากจนกลัวจะล่ม แล้ววันรุ่งขึ้นก็มีข่าวเรือระเบิด... ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องสู้ต่อไปล่ะนะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนเช่นกันค่ะ

{ ทุ่งหญ้าหิมะ } ... เราเป็นกันแบบนี้จะดีหรือ

เราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่รู้ข่าวเรื่องทุ่งหญ้าหิมะ (มันก็ดอกหญ้าคาดีๆ นี่แหละ) จากในเนทที่แชร์กันเยอะมาก แล้วรูปก็สวยมากๆ ด้วย สังหรณ์ว่าอีกซักพักคงจะดราม่า แล้วมันก็เป็นจริงๆ ขอแชร์ประสบการณ์ที่ไปถ่ายรูปมาวันนี้ละกัน

จริงๆ ทุ่งหญ้าคาออกดอกนี่มันไม่ค่อยแปลกหรอก เป็นปกติทุกปี เวลาออกต่างจังหวัดก็น่าจะเห็นได้ตามข้างทาง แต่นั่นมันอยู่ระหว่างทาง จะแวะจอดบางทีก็ไม่สะดวก คราวนี้ อยู่ไม่ไกลเมืองมาก แถมมีรูปจากเหล่าดาราปล่อยออกมาหลายท่านอย่างสวยงาม ยิ่งอยากไปกันไปใหญ่ ตัวเราเองพลาดกำแพงแสนไปแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน คราวนี้เลยตั้งมั่นว่า ต้องไปให้ได้ อยากไปถ่ายรูป landscape แบบใกล้ๆ บ้าง กะว่าจะต้องไปเอาแสงแรก ตื่นตั้งแต่ยังไม่หกโมง ออกจากบ้านไปแบบเผื่อเวลาหา เพราะไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนแน่ๆ รู้แค่ว่าแถวๆ นวมินทร์ซิตี้ ก็กะไปวัดดวงกัน ปรากฎว่าอยู่ริมข้างทางเลย พอเห็นตัวทุ่งก็มองหาที่จอดรถ ขับไปเรื่อยๆ จะถึงนวมินทร์ซิตี้ เลยรับบัตรเข้าไปจอดตรงแถวๆ แมค แล้วรีบเดินกลับมาอยากให้ทันตอนฟ้าเปลี่ยนสี

ตอนเดินกลับมาคือยังมืดๆ อยู่บ้าง แต่เริ่มมีแสงแล้ว อากาศเย็น แบบเย็นเพราะมันชื้นจากทุ่งรกๆ ข้างทาง เดินไปจนถึงบริเวณทุ่ง เห็นทุ่งลิบๆ แต่ไม่มีทางลง ตัวทุ่งต่ำกว่าฟุตบาตประมาณเมตรกว่าๆ ก็เดินไปเรื่อยๆ จนมีคล้ายๆ กองหินตรงป้ายโฆษณา ก็ตัดสินใจลงตรงนั้น ถ้าใครจะลงแบบนี้เดินระวังๆ ด้วยนะคะ มันจะมีพวกขยะปนๆ อยู่ แล้วหินก็กองแบบหลวมๆ มันจะร่วน แล้วก็ลื่นพอสมควร ลงไปได้ก็เดินผ่านทุ่งวัชพืชแบนๆ (ไม่รู้ต้นอะไร) ในใจก็กลัวงูพอสมควร แต่เห็นรูปของวันเสาร์ที่มีคนลงไปเยอะๆ แล้วคิดว่าน่าจะหนีคนไปหมดแล้ว แต่ก็ยังใช้ขาตั้งกล้องเขี่ยๆ ตรงที่วัชพืชค่อนข้างหนาเผื่อๆ ไว้เพื่อความปลอดภัย และเลือกเดินตรงที่เป็นเดินมากกว่าเดินบนพืช

พอไปถึงบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้า มันสวยจริงๆ เข้าใจได้ว่าทำไมใครๆ ก็อยากมา หญ้าพวกนี้จะขึ้นกับเป็นกอๆ กลุ่มๆ จะมีช่วงเว้นที่พอเดินไปรอบๆ กอได้ เลือกมุมได้ก็รอแสง มองไปรอบๆ มีคนคิดเหมือนกันมาอยู่ประมาณห้าหกคนที่แบกขาตั้งกล้องเดินวนๆ เลือกมุมกอหญ้า ได้ถามคนที่มามุมใกล้ๆ กันว่าเค้าจอดรถตรงไหน ก็ได้ความว่าด้านหลังมีที่จอดรถที่ต้องเข้าซอยไป คือตอนเรามามันมืด แล้วก็ไม่รู้จักด้วย เลยไม่เห็นซอยนั้น เค้าก็ทำหน้าตกใจว่าโห จอดไกลจัง แล้วก็บอกว่า วันนี้คนน่าจะเยอะ เห็นรถกองถ่ายสองกองตอนเค้ามาถึง... อืมมมม

ตอนเช้าทุกคนดูเป็นตากล้องสายธรรมชาติมาก แทบไม่มีคนเดินเข้าไปในกอเลย ทุกคนเดินวนๆ ถ่ายจากนอกกอเข้าไป มีกลุ่มผู้หญิงสองคนมาถ่ายรูปกันเองก็ยังเห็นแบบนั่งอยู่ข้างนอกกอแบบชิดที่สุดแล้วก็ถ่ายย้อนเข้าไปในกอ ทุกคนเดินหามุม ถ่ายรูปกันแบบเงียบๆ มีเงยหน้ากันเป็นระยะ พร้อมถามไถ่กันว่า เข้าเฟรมหรือเปล่าคะ / ครับ เราก็คิดว่า ช่างเป็นเช้าที่ดีจริงๆ คิดถูกมากๆ ที่รีบมา พอพระอาทิตย์เริ่มพ้นแนวต้นไม้นี่เงียบกริบมาก ได้ยินแต่เสียงชัตเตอร์ ตอนนั้นประมาณเจ็ดโมง

พอแดดเริ่มมา แสงเป็นสีทองสวย ก็เห็นคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ พอเจ็ดโมงครึ่งมีคนเกินสิบ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มาเพื่อถ่ายรูป portrait คือจะมีตากล้อง 1 คน นางแบบ 1 คน และแต่ละคนแต่งตัวแบบเต็มที่มากๆ มีเกือบทุกสี เราก็เริ่มนึกถึงกรณีดอกซากุระ หรือใบเมเปิ้ลแดงที่ญี่ปุ่น ดอกนางพญาเสือโคร่งที่เชียงใหม่ รวมถึงที่ผ่านมาสดๆ ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ที่กำแพงแสน ไม่คิดว่าจะเห็นกับตาตัวเองแบบนี้ บอกตรงๆ ว่าอึ้งมาก กลุ่มแรกที่ถ่ายกันอยู่รอบๆ กอได้แต่มองหน้าส่งสายตาที่รู้กัน แล้วก็ส่ายหน้า เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร เรารู้ ทุกคนอยากได้ภาพสวยๆ แต่ก็ควรดูแลกันบ้าง คิดถึงคนอื่นกันบ้าง ไม่ใช่ ฉันได้รูปสวยแล้ว คนอื่นไม่ได้ช่างมัน

รูปข้างล่างนี่จะเห็นว่าเป็นมุมเดียวกับหลายๆ รูปด้านบน แต่เราไม่สามารถเก็บภาพเพิ่มได้แล้วค่ะ เพราะคนเริ่มเยอะ กลุ่มที่มาตั้งแต่เช้ามืดพอๆ กับเราก็เริ่มทะยอยกลับเช่นกัน

ต่อไปนี้เป็นพฤติกรรมที่เราเห็นด้วยตนเอง เราไม่ได้ถ่ายรูปใครมา เราไม่ได้อยากประจาน เราอยากให้แค่ช่วยคิดกันซักนิดก่อนจะทำการอะไรลงไป โดยเฉพาะที่ที่เป็นที่ธรรมชาติ อยากให้ช่วยระมัดระวังหน่อย

1. เดินบุกตะลุยเข้าไปยืนกลางดงหญ้า... มันคือหญ้า ต้นไม้ใบเลี้ยงเดี่ยวที่แสนเปราะบางนะคะ แค่คุณเดินฝ่าเข้าไปมันก็หักเป็นทางตามทางเดินคุณแล้ว ไม่รวมที่เหยียบจนพับไปอีก ต้นไม้นี่มันหักแล้วหักเลยนะคะ มาซ่อมไม่ได้ ที่คุณมาเพราะมันตั้งช่อสวยงามถ่ายรูปสวยใช่ไหม คนอื่นก็อยากเห็นแบบนั้นเช่นกันค่ะ

2. เตรียมกรรไกรมาจากบ้าน ตัดก้านไปถือถ่ายรูป... พูดไม่ออกจริงๆ ค่ะ ตอนเห็นคือคุณนางแบบเดินลุยเข้าไป แล้วซักพักก็ก้มลง เราก็นึกว่าเค้าจะถ่ายมุมกด เสร็จแล้วก็หยิบกรรไกรออกมา ตัดกำนึงขึ้นมาถือสวยๆ แกว่งไปแกว่งมา อึ้งมากค่ะ ความรู้สึกแบบบอกไม่ถูกมากๆ ถ้าสามารถเตรียมกรรไกรมาจากบ้านได้ ช่วยเตรียมพร๊อพถ่ายรูปมาจากบ้านด้วยนะคะ

3. ตากล้องพกบันไดมาเอง... มันจะไม่เป็นไรเลย ถ้าคุณตั้งบนดินด้านนอกกอ แต่นี่นอกจากคุณนางแบบเดินลุยเข้ากอไปแล้ว คุณยังแบกบันไดไปตั้งในกอด้วย แล้วค่อยบอกให้คุณนางแบบเดินลึกเข้าไปอีก เราเห็นประมาณ 3 บันไดค่ะ

4. รวบหรือกำดอกหญ้าถ่ายรูป... ใช่คุณไม่ได้ตัด หรือเด็ดมันออกมาจากต้น แต่ก้านมันก็หักอยู่ดีค่ะ

5. จอดรถเรียงข้างถนน... ตอนเรากลับออกมาคือจอดเต็มหน้าทุ่งแล้วค่ะ เราเข้าใจว่ามันน่าจะไม่ให้จอดหรือเปล่า เพราะเส้นนี้รถวิ่งเร็วมาก และรถเยอะมากด้วย แต่ด้วยความที่เป็นวันอาทิตย์เราก็ไม่แน่ใจ ไม่ใช่คนแถวนี้ แต่จริงๆ ก็น่าจะไปจอดในที่ๆ เค้าทำไว้สำหรับจอดรถมากกว่าบนถนนนะคะ เพราะมีคนเดือดร้อนค่ะ

หลัง จากนั้นเราถ่ายอีกแป๊บเดียวก็กลับ เรากลับออกมาตอนแปดโมงนิดๆ เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะอยู่ต่อ ขี้เกียจกลับไปรีทัชหัวคนออก รูปด้านบนทั้งหมดที่เราถ่ายมารีทัชคนออกไปรวมแล้วไม่เกิน 20 คน แต่หลังจากนั้นดูแล้วคงไม่ไหวจริงๆ นี่เป็นภาพสุดท้ายที่เราถ่าย เราไม่รู้ว่าทุ่งนี้จะอยู่ถึงอาทิตย์หน้าไหม แต่เราเสียดายแทนคนหลายๆ คนที่อยากมาถ่าย แล้วพบว่ามันโดนทำลายไปหมดแล้ว...

แถมท้าย คำแนะนำถ้ายังอยากจะไป

1. แต่งกายรัดกุม มันคือทุ่งหญ้าคานะคะ บาดค่ะ บางคนก็แพ้ดอกมันนะคะ ใส่แขนยาว ขายาว จะช่วยกันได้ค่ะ ไม่ค่อยแนะนำรองเท้าแตะ หรือรองเท้าเปิดๆ ค่ะ อาจมีขยะ หรือสิ่งมีคม หรือสัตว์ที่เป็นอันตราย ใส่แบบหุ้มดีกว่าค่ะ

2. จอดรถในที่ๆ มีไว้จอดรถนะคะ อย่าจอดบนถนนเลยค่ะ รวมถึงริมซอยด้วย มีคนเดือนร้อนค่ะ

3. คิดถึงใจเขาใจเราบ้าง ใครๆ ก็อยากได้รูปหญ้าที่สวยค่ะ จะทำอะไรคิดเยอะๆ นะคะ

Bangkok Graffiti {BUKRUK} urban arts festival

คำเตือน... รูปโหดโหลดนาน (มั้ง)

วันก่อนเห็นรูป Graffiti เก๋ๆ ในเพจนึงเขียนว่ากรุงเทพฯ นี่กรี้ดเลย เฮ้ยยยย ไม่ต้องตามไปหาที่ต่างประเทศแล้ว เค้ามาจัดในเมืองไทยให้แล้ว น้ำตาจะไหล ไปๆ ถึงอากาศมันจะหายเย็นแล้วก็เหอะ พอถึงวันเสาร์เช้าเข้าไปดูเพจนั้นอีกที อ้าว เค้าลบทิ้งไปแล้วทั้งอัลบั้ม... เอิ่ม ดีว่าแชร์ให้เพื่อนๆ ดูกัน ก็ค่อยๆ มารำลึกความหลังว่ามันบอกมั้ยนะว่าที่ไหนบ้าง พยายามเสิร์ชก็หาข้อมูลไม่ได้ (ใช้ keyword ผิดสินะ) สุดท้ายที่จำได้ตรงกันคือเจริญกรุง 28 โอเค เราไปเริ่มงมจากที่นั่นละกัน เจริญกรุงก็สั้นมากกกกก เค้าเขียนว่าแนะนำให้ขี่จักรยาน นี่ขี่ไม่ได้งัย เดินค่ะ มีขาก็เดินไป โทรนัดแนะเพื่อนร่วมชะตากรรมเรียบร้อย สมมติว่าชื่อเมิ้ง แล้วก็ออกเดินทาง Go Go Go!!! Arts is calling!!!

ไม่ได้มาแถวเจริญกรุงนานมาก พบว่า สวยขึ้นนะยะ 5555 คือสวยมากอ่ะ เดินเพลิน มีตึกสวยๆ cafe น่ารักๆ โรงแรมเก๋ๆ แถมมีพวก art gallery เยอะขึ้นมากๆ อยากย้ายมาอยู่แถวนี้เลย //เดี๋ยว!!! คือบรรยากาศดีมาก ถึงจะเริ่มร้อนแต่ก็ไม่พีค แถมมีลมโชยเป็นระยะๆ รอบๆ ก็เก๋ไก๋ เหมาะแก่การถ่าย street fashion บางมุมก็เหมือนฉากถ่ายหนังเลย ชอบๆ

Warning... Lots of photos

Graffiti {BUKRUK} Urban Arts Festival has come to Bangkok... Finally!!! Yay!!! It took park in old town Bangrak district along Charoen Krung Road. I have not been to the area in a while and surprisingly it seems to have lots of face lift, in a good way. Lots of new hostels and boutique hotels, art cafe, also art gallery. Strolling through the area is quite nice, there is mixture between old and new, Chinese style and Western style. The area itself is really charming.

For graffiti location you can check from this map >>> http://bukruk.com/festival/map/

โอเค เราจะไม่เสียเวลาไปกับการเดินดูบ้านเมืองมาก เพราะภาระกิจหลักคือล่า Graffiti ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อมูลอะไรนี่แหละ 555 เอาเป็นว่าเราก็เริ่มกันที่ซอย 30 แล้วก็เจอเลย แต่เค้ายังทำไม่เสร็จนะ จนเดินกลับมาตอนค่ำก็ยังไม่เสร็จ มันใหญ่มาก แล้วก็เริ่มเดินไปทางทรงวาด เข้าซอยนั้นออกซอยนี้ก็เจออีกอันนึง ที่แย่คือมัวแต่ดูอันที่เห็นตรงหน้า ไม่ได้สำเนียกเลยว่าข้างหลังด้านบนตึกมีอีกรูปจนเดินกลับมาอีกรอบ ถึงบอกว่ามันเหมือนเกมส์หาสมบัติสุดๆ คือตาดี แล้วต้องดูรอบๆ บางอันอยู่บนยอดตึก บางอันอยู่ข้างกำแพง บางอันอยู่ในซอกขายก๋วยเตี๋ยว... เอริ่ม

Charoen Krung 28 and 30

เดินไปจนถึงแยกตัดทรงวาดก็ไม่เห็นเพิ่ม เริ่มเหนื่อย มีถามพี่สามล้อ พี่ตำรวจ คนแถวนั้นประปราย ว่าเห็นฝรั่งมาถ่ายรูปบ้างไหม ก็ไม่มีใครรู้ TAT ก็งมกันต่อไป พอเลี้ยวเข้าทรงวาดใจชึ้น เห็นบ้านสีชมพูแต่ไกล โอ๊ยดีใจเจออีกอันแล้ว แถมมีคนนึงขี่จักรยาน (เหมือนที่เค้าแนะนำ) ยืนถ่ายรูปอยู่ ก็เลยไปชวนคุย ง่ายๆ ก็คือถามว่ามีตรงไหนอีกบ้างไหมคะนั่นแหละ เค้าก็ใจดีบอกว่าตรงไปมีอีก เค้ากำลังจะไปเหมือนกัน พูดเหมือนชวนเนอะ แต่เค้าขี่จักรยานจะให้มารอก็ใช่เรื่อง ก็ได้แต่ขอบคุณแล้วก็เดินมุ่งต่อไปทางทรงวาด หวังว่าจะไม่พลาด แล้วสองตึกอลังการก็ปรากฎตรงหน้า พร้อมเครนสองตัว อยู่ตรงเวิ้งที่เค้าเรียกว่าท่ารถตู้เหลือง (อะไรคือรถตู้เหลือง?) มีคนไทยกับฝรั่งเท่าๆ กันยืนชื่นชมอยู่ งานใหญ่อลังมาก ดีใจ นี่เป็นหนึ่งรูปที่ตามหาอยู่ คือช้างตกตึก 5555 ตัว Artist เองก็อยู่ด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาอ่ะ เกรงใจ

Song Wat Road

จุดนี้ เจอคนถือ map!!! อะไรคือมีแผนที่ด้วยหรอ ทำไมเราไม่มี พอเห็นกลุ่มจักรยานที่ถือแผนที่ก็รีบเข้าไปถาม เค้าก็บอกด้วยความเอ็นดูว่า เค้ามีแจกนะจ๊ะ (คือตรูไม่รู้งัย แจกตรงไหน นี่เดินมาเป็นชั่วโมงยังไม่เห็น TAT) ก็จะขอเค้าถ่ายรูปแผนที่เค้าก็แนะนำสิ่งที่ดีกว่าคือ เข้า Facebook สิ มีเพจที่อธิบายว่าอยู่ตรงไหนบ้าง mark อยู่ใน google map โอ้วววว สวรรรค์อ่ะ เค้าก็เปิดให้แล้วก็แนะนำให้เซฟ พร้อมบอกว่า จริงๆ น้องน่าจะขี่จักรยานนะ พอบอกว่าขี่ไม่เป็นเค้าก็ทำหน้าพูดไม่ออกไปแป๊บนึงแล้วก็บอกว่า หาใครมาขี่แล้วซ้อนละกันเนอะ แล้วก็จากไป คือโมเม้นท์นั้นขอบคุณจริงๆ เหมือนเจอคัมภีร์ที่ก้นเหว ระหว่างศึกษาแผนที่ คุณเพื่อนก็มาเจอ... ใช่ คุณเพื่อนเพิ่งมาถึง... จ้ะ

พอได้ลายแทงก็มุ่งหน้าต่อไป แล้วก็งงๆ ตอนผ่านร้าน 80/20 เป็นรอบที่สาม (ใช่ผ่านมาสามรอบแล้วยังงงอยู่) ก็ทำใจกล้าเดินเข้าไปถามเค้า เพราะเห็นเค้าติดโปสเตอร์ Bukruk หน้าร้าน เค้าก็หยิบแผนที่มาให้ บอกว่าแผ่นสุดท้าย นี่น้ำตาจะไหล ได้แผนที่มาพบว่า... มันให้รายละเอียดน้อยมาก หาไม่เจออยู่ดี ศักยภาพเราไม่ถึงจริงๆ ฮา จนคุณเพื่อนหันไปถามเด็กๆ ที่เล่นแถวนั้น (นายฉลาดมาก คิดได้ยังงัย) แล้วเราก็ได้เหล่าน้องๆ พาไปดูอันถัดไป พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติมว่า หน้าบ้านผมก็มี... แต่บ้านน้องอยู่ไหนล่ะเนี่ย ฮา น้องทำท่าจะขี่จักรยานพาไป (เริ่มรู้สึกด้อยค่าที่ขี่จักรยานไม่เป็น) ด้วยความเกรงใจก็เลยบอกว่าน้องบอกมาเถอะ เดี๋ยวพี่ๆ งมเอง น้องทำท่าผิดหวังแต่มันเริ่มเย็นแล้วเราคิดว่าน้องควรจะกลับบ้านกันนะ แล้วเราก็จ้ำกันต่อไป

Talat Noi Area

ตอนอยู่ที่หน้าเจริญกรุง 28 มีคุณลุงคนนึงขี่จักรยานแล้วก็บอกว่า ไปซอย 30 กับ 32 แล้วก็ 36 มีอีก ซอย 30 ไปมาแล้ว แต่วนไปดูใหม่ แล้วก็มุ่งไปซอยถัดไป เพราะแดดเริ่มหมดแล้ว แล้วเราก็พบว่า นี่มันทั้งซอยเลยนี่นา ดีใจ ก็รีบถ่าย เจอคุณศิลปินยังทำงานอยู่ด้วยเหมือนกัน ส่วนของซอย  ตอนนี้เริ่มใจเสีย อันที่อยากเจอยังไม่เจอเลย แดดจะหมดแล้ว ตอนเดินออกจากซอยมีคนถามหาช้าง เลยแนะว่าเรียกแทกซี่เถอะ เดินไปน่าจะไม่ทันมืด ส่วนตุ๊กตุ๊กไม่อยากแนะนำ เพราะตอนเรียกจากทรงวาดกลับมาเจริญกรุงคิดตั้งร้อยนึงแหน่ะ แทกซี่เปิดมิเตอร์แค่ 49 เอง โหดไปไหน แล้วก็แยกกันไปคนละทาง นี่เดินไปตามหาแถวแชงกรีล่า แต่ไม่เจอ (เพิ่งมารู้ทีหลังว่าทั้งกำแพงเลย แล้วก็ใน lobby ด้วย Orz)

Chareon Krung 32 and 36

พักทานข้าวแล้วก็ถอดใจละ กลับไปเดินดูตรงสุรวงศ์แล้วก็จะกลับแล้ว เพราะนี่มืดแล้วเรียบร้อย ตอนเดินไล่ขึ้นไปทางสุรวงศ์ขึ้นไปเรื่อยๆ เจอนางเงือกใหญ่มาก จริงๆ คือไม่น่าเห็นเพราะต้องมองสูงเกินรั้วสังกะสีอีก แต่เพราะมีต้นตะขบ เลยมองบนหาเก็บลูกกินอยู่ //แหะๆ เลยเห็นว่าเฮ้ย มีนางเงือกด้วย!!! ตอนยืนถ่ายรูปก็มีคนเดินมาถามว่าเจริญกรุงไปยังงัย คือพวกเดียวกัน อยากจะบอกว่าทุกคนที่ถามๆ กันเนี่ยมีแผนที่แผ่นพับ แต่ไม่มีใครดูทางออกเลย 5555 มันต้องเป็นแผนที่ที่ทำให้ทุกคนเป็นมิตรกันแน่ๆ จงถือแผนที่นี้แล้วคุยกันอะไรประมาณนี้ชัวร์ๆ ก็แนะนำไปว่าเดินไปสุดถนนเลี้ยวขวา แล้วก็เปิดรูปในกล้องให้ดูว่าแถวนั้นมีอันไหนซอยอะไรบ้าง พร้อมถามเค้าว่าเห็นอันสีแดงๆ กับเป็ดบ้างไหม 

Surawong Road

คำตอบทำซะถอดใจ เค้าบอกว่าอยู่ตรงทรงวาด Orz ให้กลับไปคงไม่ไหวละ ก็ดูแค่ตรงนี้แล้วค่อยมาเก็บใหม่ละกัน แยกกันตรงนางเงือกเราก็เดินขึ้นไปทางถนนเดโช ยืนงมๆ มองซ้ายมองขวาอยู่ พี่ยามหน้าตึกแถวนั้นก็ชี้ว่า เลี้ยวขวา เราก็ห๊ะ อะไรนะคะ เค้าก็บอกอีกที ไปทางขวา มีอยู่ทางขวา ฮาๆๆๆๆ นี่คือคนแถวนี้ต้องโดนถามกันบ่อยมากๆ แน่ๆ เราก็เลี้ยวไปแล้วก็เห็น... อันที่ตามหา ฮือออออ อันสีแดงดำ ของคุณ Motomichi Nakamura ตอนแรกไม่รู้หรอกว่ารูปไหนของใคร แต่เห็นรูปนี้แล้วชอบมากๆ พอๆ กับช้าง แล้วก็เป็ด ดีใจที่เป็นอันสุดท้ายที่เจอของคืนนี้ แถมมีที่วางกล้องให้ถ่ายด้วย อันนี้อยู่หน้าโรงแรม Lub d เลย ถ่ายเสร็จก็แวะกินกรุบกริบแถวสีลม แล้วก็แยกย้ายกลับบ้าน

Decho Road

ยังมีอีกหลายอันที่ขาด ไว้ว่างแล้วจะไปเดินตามหาอีกนะ

{Additional Information}

Official Website
http://bukruk.com/festival
https://www.facebook.com/Bukrukfestival

ปัจจุบัน พบหนทางตามหาที่ง่ายที่สุดแล้ว เขียนโดยคุณแพร รับรองไม่หลง ถ้ามีอันนี้ตั้งแต่แรกคงเก็บได้หมด ฮือ
https://www.facebook.com/pare.nadda/posts/10156447909540092

2016-01-31_15-02-44.jpg

เพิ่งค้นพบว่ามีแผนที่ละเอียดในเวปจัดงาน... รู้สึกโง่มากจุดนี้ ฮืออออ
แผนที่ทางนี้เลยค่ะ >>> http://bukruk.com/festival/map

2016-01-31_15-11-24.jpg

แต่มันก็ไม่ค่อยเหมือนกับแผนที่ของงานนะ 555 เอาเป็นว่าดูประกอบๆ กันละกัน
สีเขียวคือตำแหน่งงาน มีทั้งหมด 14 จุด สีเทาเข้มคือ landmark (สีแยกกันยากนิดนึง)

IMG.jpg

ไปเยือนเมื่อ 30 January 2016

 

 

Gudetama in Hong Kong

มีโอกาสไปเยี่ยมไข่ขี้เกียจที่ฮ่องกงมาล่ะ

gude01

Gudetama Event at Langham Place, Hong Kong 12 July 2015

เจ้าไข่ขี้เกียจ (หรือไข่หมดอาลัยตายอยาก - อันนี้ตั้งเอง 555) Gudetama มาจากการรวมกันของสองคำ คือ Gudegude (ぐでぐで) ที่แปลว่าหมดเรี่ยวแรง กับ Tamago (たまご) ที่แปลว่าไข่  รวมกันเป็นไข่หมดพลังงาน ไม่ว่าจะพยายามเอามันมาทำอาหารอะไรก็จะเหลวเป๋วอยู่แบบนั้น ( >3< ) เป็น character ที่ฉีกแนวน่ารักๆ มุ้งมิ้งของ sanrio และได้รับความนิยมล้นหลามอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงขนาดที่เราไม่ได้ไปเป็นแฟนยังต้องตามไปถ่ายรูปอ่ะ ก็มันน่ารักนี่นะ อดไม่ได้ ฮาาาา

สถานที่จัดงาน: ห้าง Langham Place Mongkok
รายละเอียดงาน: งานแยกจัดอยู่สองชั้น โซนถ่ายรูปอยู่ชั้น 4 sky plaza ร้าน pop-up store อยู่ชั้น 7 (ขึ้นบันไดเลื่อนยาวจากตรงถ่ายรูป แล้วเดินลงครึ่งชั้น)
ระยะเวลาจัดงาน: 7 กรกฎาคม - 6 กันยายน 2015
เวลาทำการ: 11 am - 11 pm

  • ไปตอนเช้าแสงสวย และคนน้อยกว่าตอนเย็น
  • ตอนเปิด 11 โมงเช้าจะเปิดจากด้านหน้าก่อน แล้วค่อยเก็บรั้วรอบงาน ถ้าจะวิ่งให้ไปยืนรอด้านหน้า
  • คิวถ่ายรูปบนรถไฟจะคนต่อแถวยาวสุด จะถ่ายแค่ตัวฉากยังไม่สามารถ เพราะคนเยอะตลอด ถ้าได้เข้าตอนเปิดงานให้ไปถ่ายรูปก่อน จะได้ไม่ต้องรอนาน
  • ที่ pop-up store มีของบางอย่างที่เป็น Hong Kong limited และ Korea limited ซึ่งจะไม่ซ้ำกับที่ญี่ปุ่น แต่เนื่องจากผู้เขียนมัวแต่ชอป จึงลืมถ่ายรูปมา พอได้ของครบก็ฟินเดินกลับเลย ขออภัยมา ณ ที่นี้ 555
  • แต่ไปลองดูของ และบรรยากาศเพิ่มเติมได้เบาๆ จาก Blog นี้
  • ซื้อของที่ฮ่องกง ถ้าเอาถุงจ่ายเพิ่ม HKD0.5 ทุกกรณี
  • ซื้อครบ HKD250 (หรือ 200 นี่แหละ) แลกซื้อทิชชู่ไข่ได้ 1 ม้วนต่อ 1 คน ไม่ใช่ใบเสร็จนะ แยกบิลล์แต่คนเดียวกันก็ได้ 1 ม้วน... ลองแล้ว ^^" แต่ถ้ามีหลายคนก็ได้หลายม้วน ถ้าจำไม่ผิดม้วนละ HKD0.90
  • แถวนั้นมีร้านโจ๊ก กับข้าวหน้าหมูแดงหมูกรอบห่าน อร่อยนะ เผื่อไปกินตอนเช้าแล้วค่อยมาที่งาน (ซึ่งเขียนแล้วจะเอาลิ้งค์มาแปะเน้อ)

การเดินทาง: สถานี Mongkok ออก exit C4 จากสถานี (เหมือนจะมีทางออกเข้าใต้ห้างด้วยไม่แน่ใจ แต่เนื่องจากเป็นคนไม่เชี่ยวชาญการเดินใต้ดินเลยออกบนดินแทน) เดินตรงมาจะเห็นห้างเด่นเป็นสง่าตรงสามแยก

04.jpg

กด search ใน google map ว่า Langham Place Shopping Mall Mongkok Hong Kong ได้

พูดมากละ มาดูบรรยากาศกัน ขนาดไม่ใช่แฟนยังชอบมาก
ใครไปช่วงนี้แล้วชอบเจ้าไข่ขี้เกียจอยู่แล้วห้ามพลาด พูดเลย XD

ยังมีมุมน่ารักๆ อีกเยอะ ไปค้นหากันเองละกันนะ

ไปเยือนเมื่อ 12 July 2015