หลากอารมณ์กับ { 1600 PANDAS+ TH } ที่มีมากกว่าความน่ารัก

ศุกร์ที่แล้วเป็นวันเปิดตัวกลางสนามหลวงกับการมาเยือนของแพนด้า 1600+ ตัว (ที่ในงานยังแซวกันว่าตอนเก็บจะกลายเป็น 1600- หรือเปล่า เพราะมีแต่คนถามว่า จะหายไหม... แหม่) หมีแพนด้าเหล่านี้เป็นผลงานเปเปอร์มาเช่ (papier-mâché) ของศิลปินชาวฝรั่งเศส Mr. Paulo Grangeon ที่ทำให้ WWF ตัวแพนด้าก็เอาแรงบันดาลใจมาจาก logo ของ WWF นั่นเอง ละเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมต้อง 1600 ตัว เพราะเลข 1600 เป็นจำนวนของแพนด้าที่เหลืออยู่ตามธรรมชาติในปี 2004 ที่เริ่มโปรเจ็คนี้ น้อยเนอะ จากนั้น โครงการแพนด้าเปเปอร์มาเช่เหล่านี้ก็เดินทางไปทั่วโลก เพราะโปรโมทการอนุรักษ์แพนด้า รวมทั้งสัตว์ป่าตามธรรมชาติอื่นๆ ของ WWF

อ่านรายละเอียดที่มาของแพนด้าเหล่านี้ได้ที่นี่ค่ะ "In Asia, 1,600 Papier-Mâché Pandas Bring Pandemonium"

เห็นไหมว่าแพนด้าไม่ได้มาทำตัวน่ารักเฉยๆ นะ และจากที่ได้พูดคุยกับทาง WWF ประเทศไทย ผู้ร่วมจัดงานในครั้งนี้เราพบว่า WWF ประเทศไทยมีมา 40 ปีแล้ว!!! และมีผลงานอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่ค่อยออกสื่อ ซึ่งเราก็พอจะเข้าใจนะ เพราะที่บ้านเราเองก็เป็นสมาชิกสมาคมเพื่อธรรมชาติอะไรแนวนี้เหมือนกัน เวลาเห็นวารสาร หรือจดหมายแจ้งข่าวของโครงการยังคิดเลยว่า นอกจากสมาชิกแล้วใครจะเห็น 5555 ผลงานเด่นๆ ของ WWF ประเทศไทยที่ได้ฟังมาก็คือหยุดการขายงานช้างแอฟริกา... งงล่ะสิ ว่าเกี่ยวอะไร เพราะช้างบ้านเราเป็นช้างเอเชียต่างหาก คิดอย่างนี้อยู่ใช่ไหม ประเทศเราเคยเป็นตลาดค้างาช้างแอฟริกาอันดับสองของโลกเลยนะ ไม่น่าภูมิใจเลยเนอะ ส่วนงาช้างเอเชียบ้านเราห้ามขาย ห้ามครอบครองอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการล่าช้างในประเทศ แต่นี่ไม่ใช่ของประเทศเราก็เลยให้มีการนำเข้าได้ ผลก็คือช้างที่แอฟริกาถูกล่ามากมายเพื่อส่งมาขายที่นี่ พอทาง WWF ประเทศไทยผลักดันให้การนำเข้างาช้างแอฟริกาผิดกฎหมายได้ ผลก็คือการล่าเพื่องาของทางแอฟริกาก็ลดลง เพราะตลาดที่ส่งขายลดลง เจ๋งใช่ไหมล่ะ โลกเรามันก็ใบเดียวกันเนอะ ผลกระทบมันกระจายไปได้ทั่ว และนโยบายนี้ นานาประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองก็เริ่มนำไปใช้เหมือนกัน แต่เราก็ถามต่ออย่างที่หลายๆ คนคงอยากถาม แล้วช้างในเมืองล่ะ... เป็นที่น่าเสียดายที่ WWF ดูแลแต่สัตว์ตามฐานที่อยู่ เรียกได้ว่าดูแลสัตว์ในป่า และพยายามจะรักษาป่าที่สัตว์อยู่นั่นแหละ สัตว์ที่ถูกนำเข้ามาในเมืองเลยอยู่นอกเหนือการดูแล ก็เข้าใจได้แหละว่าต้องมุ่ง focus ไปทีละอย่าง แต่ก็อดสงสารช้างที่ถูกพาเข้ามาเดินในเมืองไม่ได้อยู่ดี

มีสาระมากที่สุดตั้งแต่เคยเขียนมาหรือเปล่าเนี่ย 555 เอาเป็นว่า ถ้าไปดูแพนด้าที่กำลังจะจัดตามที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ก็ลองแวะไปคุยกับทาง WWF บ้างก็ดีนะ ทุกคนอัธยาศัยดีมากๆ พร้อมตอบคำถามต่างๆ มากมาย มีคนแวะมาแซวน้องที่เป็นเจ้าหน้าที่ยังตอบได้แบบมีไหวพริบที่ดีงามมากๆ ตอนระหว่างที่เราคุยก็มีคนแวะเวียนเข้ามาสอบถาม รวมถึงมีมาบริจากด้วย  ทรัพยากรบ้านเรา ธรรมชาติบ้านเรา เราก็ต้องช่วยกันดูแลเนอะ

สนใจสนับสนุนหรือรับข่าวสารของ WWF ประเทศไทยได้ทางนี้ค่ะ facebook.com/wwfthailand

กลับมาที่งานก่อน ด้วยว่างานจัดที่สนามหลวง นอกเขตทำการมากๆ จึงจำเป็นต้องหาเพื่อนไปด้วย แต่งานจัดบ่ายสามวันศุกร์!!! หาเพื่อนเหล่ามนุษย์เงินเดือนยากมาก แต่ก็ได้มาคนนึง สมมติว่าโม้ต ซึ่งโม้ตนี่มีงานอดิเรกคือพาเพื่อนต่างชาติเที่ยวกรุงเทพฯ 555 เพราะเป็นคนมีเพื่อนต่างชาติเยอะ เลยรู้จักสนามหลวงเป็นอย่างดี จากตอนแรกที่กะว่าจะไปแทกซี่ ก็ได้เปลี่ยนเป็นนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาแทน ขอขอบคุณโม้ตไว้ ณ ที่นี้ด้วย เริ่มออกเดินทางโดย BTS เพื่อไปขึ้นเรือที่ท่าสะพานตากสิน ได้เจอ graffiti ของงาน BUKRUK อีกอันที่คราวที่แล้วไม่เห็นด้วย อยู่ท่ารถสองแถวตรงสถานีรถไฟฟ้าเลย คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ตั๋วราคา 13 บาท โอ้วววว ถ้านั่งแทกซี่จะโดนเท่าไหร่นี่ ประทับใจ พอขึ้นเรือ ด้วยความที่เป็นมัคคุเทศน์โม้ตก็แนะนำให้นั่งทางซ้ายของเรือ เพราะจะได้เห็นวัดอรุณ เราก็ไม่ยอมจะนั่งข้างขวา เพราะจะถ่ายรูป graffiti 55555 ปรากฎว่าวัดอรุณกำลังซ่อมพอดี เลือกถูกข้างมากๆ เห็นบ้านที่เหมือนจะใช้ถ่ายรถไฟฟ้ามาหานะเธอด้วย สวยน่าจะลองนอนมากๆ เลย นั่งเรือบรรยากาศดี แต่จะดีกว่านี้ถ้าน้ำสะอาดอ่ะนะ

ขึ้นจากเรือที่ท่าช้าง เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็ถึงสนามหลวง ช่างดูง่ายดายมากๆ ไปถึงประมาณบ่ายสาม แดดเปรี้ยง เห็นคนมุงๆ อะไรอยู่ลิบๆ จากตอนแรกที่คิดในใจว่าคงไม่ค่อยมีใครมา ปรากฎว่าคิดผิด คนเพียบ ฮาาาา แต่ด้วยว่าแดดมันร้อนมากคนจึงหมุนเวียนตลอด ก็ผลัดๆ กันถ่ายรูป ช่วงแรกๆ เป็นช่วงของผู้มีอุปการะคุณที่เข้าไปถ่ายรูปกับเหล่าแพนด้า ตอนนั่งรอเผลอเอาเข่าแตะพื้น ได้แต่ปลงว่าไม่ควรใส่กางเกงยีนส์ที่ขาดตรงเข่าเลย มันร้อนมาก ลืมคิดเรื่องแดดไปซะสนิท ที่นี่ประเทศไทยนะ 5555

การดูแลจัดพื้นที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีการกั้นรั้วรอบๆ แถมรั้วที่กั้นมีหูแพนด้าด้วยถ้าสังเกต เราเองก็ไปขอถ่ายรูปกับรั้วสำรองมาด้วย XD และพอมาจัดที่สนามหลวง ใครๆ ก็อยากได้วิวด้านหลังเป็นพระบรมมหาราชวังเนอะ ทางทีมงานก็มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเคลียร์พื้นที่ด้านหลังให้ด้วย เพื่อให้ทุกคนได้ภาพที่ดีงาม คิดว่าทุกคนที่ไปถ่ายภาพคงพอใจ คนส่วนมากก็เข้าไปถ่ายแล้วก็วนออกมา ผลัดๆ กัน ต่อคิวเล็กๆ น่ารักดี จะมีก็แต่กลุ่มตากล้องกลุ่มนึงที่ปักหลักนั่งรอพร้อมขาตั้ง คาดว่าน่าจะรอแสงเย็น ปักขาตั้งแบบไม่ขยับไปไหนเลย จนคนข้างหลังเราหลายๆ คนก็เริ่มบ่น เพราะปักเป็นแผงแล้วนั่งรอเวลาเลยล่ะ และคงมีคนบ่นเยอะพอสมควร จนทางผู้จัดต้องออกมาประกาศแบบด้านล่างนี้ ซึ่งก็ดีนะ มาแป๊บเดียว แบ่งๆ กันชมบ้าง 

งานนี้เป็นอีกหนึ่งในโครงการของ Central Embassy ที่มีนโยบายให้ปีนี้เป็นปีศิลปะ และจะนำเข้างานดีๆ จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดปี เย้! งานที่มีโอกาสได้ไปดูมาก็คือ Japanese Contemporary Art Show ซึ่งเราว่ามันดีมากๆ นะที่จะมีคนหรือหน่วยงานที่พยายามนำงานศิลปะต่างๆ เข้ามาให้คนไทยได้ชมกัน แต่ก็อยากให้ช่วยโปรโมทให้มากๆ หน่อย บางงานนี่เงียบมากจนน่าสงสารเลย แต่งานนี้คนเยอะมาก ดีใจแทนผู้จัด ถ้าเงียบต่อเนื่องก็ใจหายกลัวจะยกเลิกโครงการ หวังว่างานหน้าคนจะมากันเยอะแบบนี้อีกนะ XD

หลังจากวันนี้ เหล่าแพนด้าจะเดินทางไปรอบๆ กรุงเทพฯ รวมถึงอยุธยาด้วย แล้วก็จะกลับมาประจำอยู่ที่ Central Embassy จนจบงาน โดยในวันที่ 10 จะมีการเริ่มให้สั่งจองแพนด้าเหล่านี้ด้วยค่ะ เพื่อนำรายได้ไปสมทบทุนกับโครงการ โดยแพนด้าจะมีทั้งหมด 3 ขนาด แต่ละขนาดจำมี 2 แบบ รวมทั้งหมดก็มี 6 แบบที่แตกต่างกัน

ใครสนใจรอติดตามความคืบหน้าได้ที่เพจ facebook.com/1600pandasplusth เลยค่ะ

ผังการเดินทางของแพนด้า เชิญเลือกชมตามสะดวก

ก่อนกลับ เราได้แวะนั่งเล่นที่สนามหลวงก็ไหนๆ ก็มาแล้ว การนั่งบนหญ้าเห็นฟ้ากว้างๆ นี่มันดีจริงๆ จากที่เคยนึกว่าสนามหลวงจะมีคนเฉพาะมีงานนี่คือผิดมากๆ เราเห็นคนหลายๆ วัยมาเล่นว่าวกัน ว่าวจริงๆ นะ มีทั้งว่าวจุฬา ว่าวงู และอื่นๆ ที่เราไม่รู้จัก เราไม่คิดว่าสมัยนี้จะมีคนเล่นอยู่ ครั้งสุดท้ายที่เราเคยเล่นที่สนามหลวงนี่นานจนจำไม่ได้แล้ว 5555 มีทั้งที่มากับเพื่อน มาเป็นครอบครัว มาถ่ายรูปรับปริญญา มาถ่ายรูปเล่น มารอถ่ายพระบรมมหาราชวัง คือเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ถ้ามันใกล้บ้านก็อยากจะไปบ่อยๆ คนที่มีโอกาสอยู่กับธรรมชาตินี่น่าอิจฉาสุดๆ สำหรับเราเลยล่ะ

ขอลาทริปนี้กับรูปพระอาทิตย์ตกที่ถ่ายลอดใต้จุ๊กกุแร้ฝรั่งคนนึง เพราะเรือขากลับมันแน่นมาก มากจนกลัวจะล่ม แล้ววันรุ่งขึ้นก็มีข่าวเรือระเบิด... ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องสู้ต่อไปล่ะนะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนเช่นกันค่ะ