รอบตัวคุณมีคน [ซึมเศร้า] ไหม

บทความนี้ เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ที่มีคนใกล้ตัวจำนวนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคนี้  โดยนับเฉพาะผู้ที่ได้มีการปรึกษาแพทย์ได้จำนวนห้าคน และผู้เขียนเอง ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นกัน ( เคยทดสอบใน ตปท )

จุดประสงค์ที่เขียน เพื่อแชร์เรื่องราวการปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคนี้ตามที่ได้ประสบมา ทั้งนี้ ย้ำอีกทีว่าเขียนจากประสบการณ์ มิได้มีเอกสารรับรองจากสถาบันใดๆ แต่ได้ส่งให้ผู้ที่ยังป่วยที่ผ่านการรักษากับแพทย์แล้วจำนวนหนึ่งพิจารณา ( ขอบคุณมากๆ ที่ช่วยสละเวลานะ ) รบกวนใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื่องจากคนทุกคนย่อมแตกต่างกัน วิธีที่ใช้ได้กับคนหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้กับอีกคน ต้องคอยสังเกต และปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม แต่หวังว่าจะช่วยให้เข้าใจเขาเหล่านั้นได้มากขึ้น

... ฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้าล่ะ ... คงจะยาก ถ้าจะมีใครสักคนพูดประโยคนี้ ความรู้สึกมันไม่เหมือนเจอหน้ากันแล้วบอกว่า ชั้นเป็นหวัดล่ะแก บางที การบอกว่าตัวเองเป็นเนื้องอก เป็นซีสต์ ก็อาจจะง่ายกว่าการบอกคนอื่นว่าเป็นโรคซึมเศร้า เพราะในหลายๆ ครั้ง คนเป็นเองก็ทำใจรับลำบากว่า นี่เราเป็นโรคซึมเศร้าหรอ เป็นได้งัย เป็นจากอะไรฟะ ทั้งที่ชีวิตก็ดี ใช่ หลายๆ คนที่เป็นเป็นคนที่มีหน้าที่การงานดี มีคนเคารพนับถือ เป็นเด็กเรียนดี ประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้านของชีวิต... และหลายๆ คน ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า รู้แต่ว่าทุกสิ่งมันแย่ หยุดคิดหยุดเครียดไม่ได้ หยุดโทษตัวเองไม่ได้ หยุดทุกความคิดที่เป็น negative ด้วยตัวเองไม่ได้ ความคิดวนลูป เป็นเพราะสมองขาดสาร serotonin  

ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คล้ายกับคนขาหัก ที่ไม่รู้ว่าตัวเองขาหัก แล้วพยายามที่จะใช้ชีวิต ยืน เดิน วิ่ง ให้เหมือนที่เคยเป็นมาแต่ทำไม่ได้ เพราะไม่รับรู้ว่าตัวเองขาหัก ไม่ได้รับการดามเฝือกแก้ไขที่ถูกต้อง ชีวิตที่ก้าวต่อไปจึงมีปัญหาที่หนักขึ้น หนักขึ้น มันไม่ใช่ว่าเขามีความผิดปกติทางจิตหรือทางความคิด แต่เพราะเขา [ ป่วย ]

การแสดงออกในหลายๆ คนก็ต่างกันไป บางคนดูไม่ออกเลย เพราะเป็นเวลาอยู่คนเดียว บางคนเห็นชัด บางคนยิ่งแย่หนักเพราะสามารถใส่หน้ากากภายนอกได้คล้ายกับปกติ แต่พออยู่คนเดียวก็ทรุด แต่ที่เหมือนๆ กันเท่าที่เคยประสบมาคือ ค่อยๆ แยกตัวจากคนอื่น ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อยลง กิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำลดลง มันดูยากมาก เพราะบางทีเราก็คิดว่าอ๋อ เค้าก็แค่ยุ่ง เพราะเราก็ยุ่งกับชีวิตของเราเหมือนกัน กว่าจะรู้ บางทีก็สายเกินไป... ที่เราทำได้คือคอยสังเกต ใส่ใจคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่มีแนวโน้มจะเจอความเครียดสูง เช่น มีปัญหากับครอบครัว มีปัญหากับแฟน เลื่อนตำแหน่งในที่ทำงาน หรือแม้แต่เปลี่ยนสภาพแวดล้อม เพราะการปรับตัวเป็นเรื่องใหญ่ของคนเหล่านี้เช่นกัน 

จุดที่จะสังเกตได้บ้างคือ คนที่เริ่มมีอาการ ต่อให้ใส่หน้ากากเก่งแค่ไหน ก็อาจจะมีช่วงหลุด โดยเฉพาะช่วงที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง เลิกกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เคยชอบทำ ความมั่นใจในตัวเองจะค่อยๆ ลดลง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า กลัว ไม่กล้าทำอะไร เพราะ self-esteem ต่ำลง การตัดสินใจเรื่องต่างๆ ลำบาก เช่นการเลือกร้านอาหาร เลือกเมนู หรือการตอบคำถามที่ต้องตอบของตัวเองง่ายๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องยาก บางครั้งก็สามารถดูได้จากรูปถ่ายใน social media หรือบาง status ซึ่งบอกตรงๆ บางครั้งดูเผินๆ ก็เพ้อๆ น่ารำคาญ แต่ลองพิจารณาดูดีๆ นั่นอาจเป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากคนที่ไม่กล้าบอกใครว่าตัวเองมีปัญหาก็ได้ ในกรณีของคนที่เก็บอาการเก่งจะอันตรายมาก เพราะไม่มีใครดูออก ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย ทำให้จมอยู่กับความคิดแย่ๆ ของตัวเองวนเวียนหยุดไม่ได้ และสุดท้ายอาจทำให้ตัดสินใจอะไรที่วู่วามได้ >> ภาพสมองของคนปกติ และคนเป็นโรคซึมเศร้า

แล้วถ้าคนใกล้ตัวเราเป็น เราควรทำตัวยังงัย  

1. ข้อแรกเลย เราต้องยอมรับให้ได้ว่าเขาไม่สบายนะ เพราะฉะนั้นความคิด การตัดสินใจ จะแตกต่างจากคนทั่วไป ไม่ใช่เขาตัดสินใจไม่ได้ ไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่เขา [ ป่วย ] ต้องเริ่มที่ตัวเรา เราต้องปรับความคิดของตัวเองก่อน

2. อย่าไปปฏิบัติตัวกับเขาเป็นพิเศษ คือก็ต้องทำไม่เหมือนทำกับคนปกติทั่วไปแหละ เพียงแต่ อย่าเสียความเป็นตัวเอง เช่นปกติเป็นคนตลกฮาๆ พอมาเจอเขาก็กลายเป็นคนละมุนประหนึ่งสำลีห่อไข่ เพราะถ้าเขายังติดต่อกับคุณ นั่นคือเขารู้สึกสบายใจกับธรรมชาติของคุณ  เขาอาจจะต้องการ positive energy จากคุณ คุณมัวไปสงสาร ไปประคบประหงมบรรยากาศอาจหดหู่ เขาอาจรู้สึกว่าเขากลายเป็นภาระของคุณได้

ถ้าเขาทำอะไรไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ คุณอาจจะเสนอความคิดตามที่คุณเคยรู้จักมา เช่น เขาไม่สามารถเลือกอาหารจากเมนูได้ คุณอาจจะตัดสินใจแทนว่า เฮ้ย แกชอบไอ้นี่นิ สั่งอันนี้ป่ะ คราวที่แล้วมากินแกชอบ... ให้เขารู้สึกว่า ยังมีคนใส่ใจ จำตัวตนของเขาได้อยู่ ไม่ใช่สั่งไม่ได้ก็ไปกดดัน เขาจะยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองว่า แค่เรื่องเล็กๆ ก็ทำไม่ได้ เป็นคนที่ไม่มีอะไรดีเลย

3. อย่าได้บอกคนเหล่านี้ว่า "ทำไมแกไม่... " "ก็ไม่เห็นต้องคิดมาก..." "... มันจะไปยากอะไร" "แกพยายามอีกหน่อย" "ไม่เห็นต้องร้องไห้เลย..." "เรื่องแค่นี้เอง..." คือมันยาก บอกเลย ตอนจมลงไปแล้วเนี่ย แค่จะฝืนตื่นขึ้นมาแต่ละวัน หรือตอบให้ตรงคำถาม มันก็ยากแล้ว  แล้วต้องมาเจอการตอกย้ำว่า เออ ใช่สิ ชั้นไม่ปกติ ชั้นทำเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ไม่ได้ ให้ย้อนกลับไปข้อ 1 คุณต้องรับได้ก่อนว่าเขาอยู่ในสภาพไม่ปกตินะ

4. ต่อจากข้อ 3. อาการของคนเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดปัญหากับคนอื่นที่ไม่เข้าใจ หรือแค่ซวยโผล่มาในจังหวะไม่ดี คุณไม่ได้มีหน้าที่แก้ปัญหาให้เขา ไม่ต้องไปบอกว่า แกทำแบบนี้สิ โน่นนี่นั่น เพราะนั่นเป็นปัญหาของเขากับคนอื่น เขามีวิธีของเขาที่จะข้ามมันไป การที่คุณไปย้ำว่าเขามีปัญหากับคนอื่น อาจทำให้อาการแย่ลง และนำไปสู่การโทษตัวเองได้ เพราะโดยส่วนมากคนเหล่านี้ก็มีแนวโน้มโทษตัวเองก่อนเป็นทุนเดิมว่าตัวเองไม่ดี 

5. สิ่งที่ควรทำคือการรับฟัง ฟังให้เยอะๆ เพราะนี่คือคนที่เป็นน้ำท่วมแก้วมา จะสำลักน้ำแล้ว เราต้องช่วยเขาระบายน้ำเสียเหล่านั้นออกไป คือต้องตั้งใจฟังนะ เพราะถ้าคุณฟังแค่ผ่านๆ เขาจะรับรู้ได้ทันที เพราะเป็นช่วงที่พร้อมจะคิด negative อยู่แล้ว การโต้ตอบ ไม่จำเป็นต้องเออออไปทุกสิ่ง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องค้านหัวชนฝา คือคุณลองมองกลางๆ หรือพยายามแนะเรื่องที่น่าจะทำได้ในสภาพนั้น

ทั้งนี้ คุณต้องดูก่อนว่า เขาพร้อมจะยื่นมือออกมาให้คุณช่วยหรือยัง ถ้าเขายังไม่พร้อม อย่าคาดคั้น คุณจะช่วยได้เมื่อเขาพร้อมให้คุณช่วย ถ้าเขายังไม่ยื่นมือออกมา อย่าได้พยายามบุกรุกเข้าไป และอย่าได้แสดงท่าทีรำคาญเด็ดขาด หากคุณตั้งใจจะช่วยเขาแล้ว ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปตามจังหวะการปรับตัวของเขา ไม่ใช่ของคุณ

6. ถ้าเขาร้องไห้ ปล่อยให้ร้องเลย อย่าไปหยุด หรือห้าม เพราะนั่นเป็นการระบายออกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเขาร้องระหว่างขับรถ ควรแนะนำให้จอดข้างทางร้องจนเสร็จก่อนค่อยไปต่อ และห้ามวางโทรศัพท์ บางทีมันอาจจะดูงงๆ ว่าให้ถือหูรอเฉยๆ ทำไม แต่ให้คิดว่า จุดที่คนเราร้องไห้ให้คนอื่นรับรู้ได้นี่ เขาต้องไว้ใจเราระดับหนึ่ง และเราอาจจะเป็นเชือกเส้นสุดท้ายที่เขาคว้าอยู่ จับให้มั่น อย่าปล่อยเขาไป  จะคุยจะแนะนำอะไร รอให้หยุดก่อน ตอนร้องปลอบอย่างเดียวพอ 

7. อย่าบุกไปหาถ้าเขาไม่เรียกหา คือหลายๆ กรณีเราย่อมรู้ว่าเขาอยู่ไหน แต่อย่าโผล่ไปสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะคุณกำลังจะไปรุกรานพื้นที่ส่วนตัวอันมีน้อยนิดของเขา  ถ้าเป็นห่วงมาก ให้ถามว่าอยากให้ไปอยู่เป็นเพื่อนไหม ถ้าเขาพร้อมเขาจะตอบรับเอง ถึงตอนนั้น คุณไปสิงได้เต็มที่ คนเราในจุดต่ำสุดหลายๆ ครั้งก็ไม่อยากให้ใครเห็น แต่ย้ำกับเค้าได้ว่าถ้าต้องการ คุณพร้อมจะอยู่ข้างเขา 

8. ถ้าเขายอมรับกับคุณว่าเขาเป็น ก็อย่าเปลี่ยนไป ไม่ต้องทำท่าว่า กรูว่าแล้ว ไม่ต้องตกใจเว่อร์ ให้ดีใจ และบอกเขาว่าคุณดีใจที่เขาเห็นคุณมีค่าพอที่จะบอก เพราะนั่นคือเขายอมรับได้แล้วว่าตัวเองมีปัญหา และยอมเปิดใจกับคุณ หลังจากนั้นอย่างแรกที่ควรทำคือ [ ไปพบแพทย์ ] นี่คืออาการป่วย ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญในการรักษา ยิ่งไปพบแต่เนิ่นๆ จะกลับมาเป็นปกติได้เร็ว 

หลังจากนั้นก็คอยสังเกตดูว่าปัญหาอยู่ที่ไหน มีแนวทางอื่นร่วมในการรักษาไหมร่วมกับคำแนะนำของแพทย์ บางคนต้องกินยา บางคนเข้าคลาสบำบัด บางคนไปนั่งวิปัสนา ( คนละอย่างกับนั่งสมาธินะ ) พึงรำลึกว่าหน้าที่คุณคือกองหนุน อะไรที่มันทำแล้วดี เขาแฮปปี้ดีขึ้น จัดไป แต่ก็ดูด้วยว่ามันโอเคหรือเปล่า เพราะเป็นช่วงอ่อนไหว อาจถูกชักจูงง่ายเช่นกัน 

9. แล้วถ้าไปเจอคนที่ไม่ยอมเปิดเผยกับเรา แต่เราสันนิษฐานว่าเขาอาจจะเป็น  ก็ไม่ต้องทำอะไร อย่าไปถาม อย่าไปเซ้าซี้ ไปจี้ เพราะนี่คือจุดอ่อนเขา เขาไม่บอกคือเขาไม่อยากให้รู้ อย่าไปทำตัวว่าเก่งที่รู้เอง ให้เป็นปกติต่อไป ถ้าไม่สนิทก็อย่าอยู่ดีๆ ไปสนิท ถ้าสนิทก็อย่าอยู่ดีๆ เปลี่ยนท่าที สิ่งเดียวที่ทำได้เยอะๆ คือ feed positive energy เข้าไป ทำให้เขายิ้ม เขาหัวเราะ ให้เขารู้ว่าถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ เรามีให้อยู่ตรงนี้ และเขาไม่ได้ผิดปกติ โลกของเขาไม่ได้เป็นสีดำ เขาแค่ป่วย เหมือนคนปกติที่ได้เชื้อหวัด ก็จะมีอาการไอ มีไข้ ไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนแอ หรือเขาแย่กว่าคนอื่น นี่ไม่ใช่ความผิดเขา ทำให้เขาเข้าใจว่า ทั้งหมดที่กำลังเป็นคืออาการป่วย ไปหาหมอ รักษา ก็จะกลับมาเป็นปกติเอง เป็นเรื่องธรรมดา 

สิ่งต่างๆ ที่ทำไป เพื่อให้คนเหล่านี้รู้ว่ายังมีเพื่อนอยู่ตรงนี้อีกคน ถึงแม้คุณอาจจะไม่ได้เป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนั้น แต่เมื่อเวลามาถึง คุณอาจเป็นเทียนอีกเล่มหนึ่งที่ให้ความหวัง ฉุดรั้งเขาไว้ในวันที่มืดมิดที่สุด

เมื่อฉันเป็นนักชิม... ผี

ฉากเริ่มที่บ้านหลังนึง น่าแปลกที่คราวนี้ไม่ได้ฝันที่บ้านหลังเดิม ( ปกติจะมีบ้านที่กลับไปในฝันบ่อยๆ ) ก็ทำอาหารกรุบกริบอยู่ในบ้าน พอมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นคนนึงวิ่งมา เหมือนหนีอะไรมา แต่มองไม่ชัด คือเหมือนเค้าตัวลางๆ เส้นขอบเลือนๆ แสงเงาต่ำ contrast ต่ำว่างั้นเถอะ เห็นว่าแปลกดีเลยวิ่งออกไปดู 

 วิ่งไปถึงตัว เค้าก็ร้องขอให้ช่วย เราก็งง ช่วยจากอะไร แล้วเค้าก็ทำท่าแปลกๆ ร้องครวญครางเหมือนโดนทำอะไร แล้วก็ขดตัวงอพร้อมร้องโอดครวญเหมือนโดนเตะ โมเม้นท์นั้นคืองงมาก ว่าเค้าเป็นอะไร ปกติหรือเปล่า แล้วสุดท้ายเค้าก็ทำท่าเหมือนจับอะไรที่บีบคอเค้าอยู่ เหมือนมีคนที่เรามองไม่เห็นอยู่ตรงนั้นด้วย

จุดนี้ ตัวเค้าเริ่มเลือนๆ ขึ้นเรื่อยๆ เบลอๆ เหมือนจะหายไป เลยตัดสินใจก่อนที่จะมองไม่เห็นเค้า เอามีดที่ติดมือมา กวาดไปที่อากาศเหนือมือ แล้วเค้าก็เหมือนหลุดออกมายืนตรงเป็นปกติได้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด คือเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าฟันโดนอะไร แต่ร่างร่างนึงห่างไปทางขวาก็ค่อยๆ ชัดขึ้นมา 

ร่างนั้นเป็นผู้ชายร่างใหญ่ จำไม่ได้ว่าแต่งตัวยังงัย แต่ดูเป็นคนปกติที่โหดๆ หน่อย หน้าตาถมึงทึง จ้องหน้าด้วยความโกรธแล้วก็พุ่งเข้ามาบอกว่า ดี งั้นเป็นเธอแทน! แล้วก็พุ่งหายไป ?!?!

ทั้งหมดเกิดเร็วมาก งงว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น เลยหันไปหาผู้ชายตัวเลือนๆ เค้าก็อธิบายให้ฟังว่า มันเป็นเหมือนคำสาป ที่ทุกครั้งที่กินตัวจะจางลงเรื่อยๆ เมื่อถึงวันที่จะกินอีกมื้อเดียวแล้วหายไป ผู้ชายร่างใหญ่จะปรากฎตัวมาฆ่าให้ตายก่อนหายไป ซึ่งคนไม่โดนสาปจะมองไม่เห็น  และตอนนี้ เราก็โดนคำสาปนั้นแล้ว

เดี๋ยวนะ นี่มันอะไรกัน  แล้วจะทำยังงัย ผู้ชายเลือนๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำยังงัย หลังจากโดนคำสาป สิ่งที่ได้มาด้วยคือลิ้นเทพที่สามารถแยกแยะอาหาร วิจารณ์ได้เยี่ยมยอด และกินอาหารปกติแทบไม่ได้ ผลคือได้รับเชิญไปกินตามที่ต่างๆ ทั้งในและนิกประเทศ ซึ่งจริงๆ พยายามที่จะไม่กิน เพราะยิ่งกินตัวก็ยิ่งเบลอ แต่ไม่กินข้าวเลยก็อยู่ไม่ได้ 

หลังจากวันที่โดนสาป ก็ไม่เจอชายร่างใหญ่อีก แต่ในโลกแปลกๆ นี้ คงมีการเอาไปลือกัน ทำให้ที่บ้านเริ่มเต็มไปด้วยมนุษย์ร่างเลือนๆ เยอะขึ้น เหมือนบอกกันว่าอินี่เคยเอามีดฟันชายร่างใหญ่ เลยแห่กันมาเรื่อยๆ

คนอื่นที่อยู่ในบ้านก็ไม่เห็นหรอก เพราะมนุษย์พวกนี้ตัวลางมาก แต่ก็ยังสัมผัสได้ตามปกติ  เลยเกิดการชนสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่เนืองๆ การมาของมนุษย์ร่างเลือนทำให้ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น สามารถไหว้วานให้ช่วยทำโน่นนี่ได้ ปิดหน้าต่างตอนฝนตก หรือยกนู่นนี่ที่หนักๆ เพราะบางคนที่มานี่หุ่นเหมือนนักเพาะกาย

ระหว่างนั้น ในหัวก็คิดหาวิธีที่จะทำให้รอด คือเราก็ไม่สามารถหยุดการเลือนของตัวเองได้ ผ่านไประยะนึงคนในบ้านก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ สุดท้ายก็ต้องเล่าให้ฟัง และดีใจมากที่ทุกคนเชื่อ ( แต่ก็เพราะตัวเลือนระดับนึงละ ) แต่ทุกคนก็ยังไม่เห็นมนุษย์เลือนคนอื่นๆ ในบ้าน อาจจะเพราะไม่ได้ใส่ใจ

ช่วงโค้งสุดท้าย ตัวเลือนจนไม่สามารถออกไปไหนได้แล้ว เลยมานั่งวางแผนกันว่า ถ้าชายร่างใหญ่มาจะทำยังงัย ตอนนี้คนในบ้านพยายาม focus ในการมองเห็นเรามากๆ เพราะถ้าเผลอเราก็จะเลือนๆ หายไปเหมือนกัน เอาเป็นว่า ถ้ายังมองเห็นก็จะได้ช่วยเหลือขั้นต้นได้ แผนอื่นไม่มี เพราะไม่มีใครรู้อะไรเลย  ในใจก็คอยระแวงว่าจะมาวันนี้มั้ยนะ วันนี้มั้ยนะ เครียดมาก อาหารก็ต้องการน้อยลง เหมือนว่ายิ่งเลือนยิ่งไม่ต้องกินข้าว

จนวันที่มองตัวเองแทบไม่เห็น เขาก็มา ชายร่างใหญ่พุ่งตรงมาที่เรา เตะแล้วก็ต่อยจนเราลงไปงออยู่กับพื้น คนที่บ้านก็วิ่งมาพยายามจะช่วย แต่มองไม่เห็นก็ไม่รู้จะทำยังงัย มนุษย์ร่างเลือนก็พยายามจะบอก แต่ก็มองกันไม่เห็น เราก็พยายามต่อต้าน พยายามจะจับตัวให้ทุกคนเห็นว่าอยู่ตรงไหน ทุกคนก็พยายามเอาอาวุธ ( ก็ของที่หาได้ในบ้านนี่แหละ ) เหวี่ยงๆ แกว่งตรงจุดที่คิดว่าเค้าอยู่

ก็ทำแบบนี้กันระยะเวลาหนึ่ง ในใจก็คิดว่าต้องเป็นอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่ แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าชายร่างใหญ่เนี่ยต้องมาฆ่าช่วงสุดท้ายก่อนร่างจะหายไป น่าจะแปลว่าถ้าหายไปเลยก็จะตามหาเราไม่เจอ 

จังหวะที่คิดแบบนั้นแล้ววิ่งไปหยิบอาหารมื้อสุดท้ายมาเหมือนเป็นจังหวะสโลว์โมชั่น หันไปมองหน้าที่บ้านที่ทุกคนทำหน้าเหมือนยอมรับชะตากรรมที่เราน่าจะหนีจากการโดนชายร่างใหญ่ฆ่า แต่อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว หน้ามนุษย์เลือนที่เหมือนรอลุ้นผล และหน้าชายร่างใหญ่ที่ตะโกนก้องแล้วเหมือนพุ่งเข้ามาห้าม

 เราก็กินอาหารนั่นเข้าไป...

เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เราเห็นทุกคนอยู่เหมือนเดิม  มนุษย์ร่างเลือนก็อยู่เหมือนเดิม แต่ชายร่างใหญ่ไม่อยู่แล้ว มันได้ผลสินะ คิดในใจ การเลือกที่แลกชีวิตตัวเอง กับความสัมพันธ์ที่เหลือทั้งหมดในชีวิต

ก็ไม่รู้ว่าคุ้มหรือเปล่า แต่มนุษย์ร่างเลือนหลายๆ คนก็ทะยอยกลับบ้าน บอกว่าจะไปร่ำลาคนที่บ้านก่อนจะกินมื้อสุดท้ายเช่นกัน  

หลังจากนั้น เราก็ยังอยู่ในบ้านนะ คนที่บ้านก็พยายามมองหา แต่ส่วนมากก็ไม่เห็น บางทีก็เห็นแว๊บๆ พอให้รู้ว่ายังอยู่ ถึงตอนนี้เราแทบไม่ต้องกินแล้ว และสัมผัสอะไรแทบไม่ได้ แต่ที่ยังอยู่เพราะทุกคนยังรับรู้ และอยากให้เราอยู่  

วันนึงถ้าทุกคนก้าวไปข้างหน้า ก็คงเป็นวันที่เราจะจากไป เพื่อไปแอบชิมอาหารอร่อยๆ ทั่วโลก ก็ตอนนี้ไม่มีใครเห็นแล้วนี่ ชิมไปก็แทบไม่รู้ คิดว่าโดนลมพัดผ่านละกัน ^^ 

 --- จบบริบูรณ์ ---

 

เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ฝันเรื่องยาวจนจบ  อีกเรื่องที่ฝันจบไว้จะมาเขียนเก็บไว้ในโอกาสหน้า แต่ฝันครั้งนี้พอตื่นขึ้นมา ก็ได้แต่คิดว่า เมื่อคืนเรากินอะไรเข้าไปบ้าง ฝันขนาดนี้ 555

ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า "เพื่อน"

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า เพื่อน ที่อยู่รอบๆ ตัวเรานั้น เห็นเราเป็นเพื่อนแบบเดียวกับเขาหรือเปล่า

หลายเดือนมานี่ เรื่องเพื่อนเป็นความเครียดนึงในจิตใจ เพราะเป็นคนให้ความสำคัญกับเพื่อนมาก เรียกได้ว่าสำคัญรองจากครอบครัว และตัวเองเลยทีเดียว ในหลายๆ ครั้งก็สำคัญกว่าความรักด้วย เอาเป็นว่า ถ้ามีเคสให้เลือกเพื่อนกับแฟน ถ้านัดชนกันไปกับเพื่อนก่อน เกือบทุกครั้ง

เพื่อนในความคิดคือคนที่เรารู้ สึกดี คือมีความหวังดีให้ท่วมท้น และพร้อมจะ support หากเจอปัญหาใดๆ ระยะเวลาไม่ใช่ประเด็น ถ้ามันคลิ๊กกันก็โอเค

ในส่วนประกอบของความเป็นเพื่อน เราให้น้ำหนักความจริงใจมาอันดับแรก คือทุกคนควรมีความปรารถนาดีต่อกัน และจริงใจต่อกัน ถ้าต้องมานั่งเฟคปั้นหน้า แอ๊บจริต มันไม่น่าจะใช่ เพื่อนน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ทุกคนเป็นตัวของตัวเองที่รับกันได้อย่างสบายใจ

แต่หลายปีแห่งการเรียนรู้ ทำให้เข้าใจว่ามันไม่ใช่ทุกคนที่จะรับได้ ทุกคนมีจุดอ่อนจุดแข็งที่ต่างกัน ความจริงใจนั้นเลยต้องมีการคัดกรอกการแสดงออก และบางครั้งไม่แสดงออกเลยอาจจะดีกว่า จากที่เคยรู้สึกว่าเพื่อนคือคนที่บอกได้ตรงๆ ว่า เห้ยแก คิ้วหนาเข้มไปไม่เข้ากับหน้าอ่ะ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนเป็น ชั้นว่าแกคิ้วบางๆ น่ารักดีนะ หรือดูนี่สิ ตอนนี้เทรนด์คิวบางกำลังมาเลยนะ ลองหน่อยป่ะ 

บอกตรง  บางทีก็เหนื่อยนะ

คือชีวิตทุกคนมันก็ต้องใส่หน้ากากมารยาทสังคม สร้างภาพระดับนึงอยู่แล้วป่ะ ด้วยหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบ และหัวโขนต่างๆ นาๆ แต่พอมาเจอเพื่อนก็อยากสละพวกนั้นออกบ้าง แต่การพูดการรักษาน้ำใจอ่ะเข้าใจ คือคนเราก็ไม่ควรพูดแบบ แกไม่ไหวแล้วนะ ตัวแตกเป็นพยูนขึ้นอืด  เป็นสรณะไม่ว่ากรณีใดๆ อยู่แล้ว แค่ชั้นว่าแกกินน้อยๆ หน่อย ออกกำลังกายบ้าง หลายๆ คนก็สะอึกแล้ว

ก็นั่นแหละ พอเป็นตัวของตัวเอง มีความคิดของตัวเองที่ไม่ตรงกัน บางทีก็มีคนรับไม่ได้ขึ้นมา เกิดช่องว่างระหว่างความเป็นเพื่อน จนเกิดคำถามว่า หรือเราไม่ใช่เพื่อนที่ดีฟะ ระหว่างทางเรียนรู้ก็มีความสัมพันธ์ที่เรียกว่าเพื่อนหล่นหายไประหว่างทางเรื่อยๆ ทั้งแบบลืมเราไปจากระบบ เป็นประจำ หรือครั้งคราว หรือบางครั้งถาวร

ซึ่งเราเสียใจทุกครั้งที่มันเกิด มากน้อยต่างกันตามวาระ ซึ่งต้องใช้พลังงานอย่างมากที่จะขึ้นมาจากหลุมนั้น บางครั้งเป็นวัน หลายครั้งเป็นเดือน และบางทีบาดแผลก็อยู่เป็นปี... 

เพื่อนคือสิ่งมีชีวิตที่ต่อให้ไม่ได้เจอกัน ไม่ได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่ถ้ามีโอกาสก็จะส่งความระลึกถึงกัน และหาโอกาสมาเจอกัน สานต่อความ สัมพันธ์ พูดคุยอัพเดทกันได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจไม่ใช่หรือ แล้วถ้ามีโอกาสแต่ไม่ติดต่อล่ะ เราส่งสารไปฝ่ายเดียวอยู่หรือเปล่า

วันนี้มานั่งคิดว่า ถ้าเราตกต่ำถึงที่สุด มีใครบ้างที่เราจะกล้าบากหน้าไปขอความช่วยเหลือ หรือบางทีแค่หา shoulder to cry on... คำตอบมีแค่หยิบมือ

ในขณะที่เราเคยคิดว่าถ้าเพื่อนทุกคนของเรามีปัญหา ถ้ามาหาเราช่วยเต็มที่แน่นอน แต่พอมีปัญหาเองกลับไม่กล้าไปหาคนเหล่านั้น หรือลึกๆ เราก็หวั่นใจว่าคนเหล่านั้นน่าจะไม่ได้คิดว่าเราเป็นเพื่อนแบบเดียวกับเขา ในมุมกลับกัน คนเหล่านั้น ก็คนมีหลายๆ คนที่ถ้ามีปัญหาก็คงไม่มาหาเราเช่นกัน  

ถ้าแบบนั้นแล้ว เราก็ควรจะเลิกเครียดหากคนเหล่านั้นจะหลงลืมเราไปบ้างได้ละนะ... เพราะไม่ว่าเขาจะจัดลำดับความสัมพันธ์ระหว่างเราไว้ว่าอะไร สำหรับเรา เขาเหล่านั้นก็ยังเป็นเพื่อน ไม่ใช่คนรู้จัก เมื่อเลือกแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

เพราะงั้น จงเลียแผลด้วยตัวเองแล้วไปนอนซะ ตื่นมาอ่านต้องมึนงงแน่นอน เพ้อเจ้ออะไรตอนตีสาม