รอบตัวคุณมีคน [ซึมเศร้า] ไหม

บทความนี้ เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ที่มีคนใกล้ตัวจำนวนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคนี้  โดยนับเฉพาะผู้ที่ได้มีการปรึกษาแพทย์ได้จำนวนห้าคน และผู้เขียนเอง ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นกัน ( เคยทดสอบใน ตปท )

จุดประสงค์ที่เขียน เพื่อแชร์เรื่องราวการปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคนี้ตามที่ได้ประสบมา ทั้งนี้ ย้ำอีกทีว่าเขียนจากประสบการณ์ มิได้มีเอกสารรับรองจากสถาบันใดๆ แต่ได้ส่งให้ผู้ที่ยังป่วยที่ผ่านการรักษากับแพทย์แล้วจำนวนหนึ่งพิจารณา ( ขอบคุณมากๆ ที่ช่วยสละเวลานะ ) รบกวนใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื่องจากคนทุกคนย่อมแตกต่างกัน วิธีที่ใช้ได้กับคนหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้กับอีกคน ต้องคอยสังเกต และปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม แต่หวังว่าจะช่วยให้เข้าใจเขาเหล่านั้นได้มากขึ้น

... ฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้าล่ะ ... คงจะยาก ถ้าจะมีใครสักคนพูดประโยคนี้ ความรู้สึกมันไม่เหมือนเจอหน้ากันแล้วบอกว่า ชั้นเป็นหวัดล่ะแก บางที การบอกว่าตัวเองเป็นเนื้องอก เป็นซีสต์ ก็อาจจะง่ายกว่าการบอกคนอื่นว่าเป็นโรคซึมเศร้า เพราะในหลายๆ ครั้ง คนเป็นเองก็ทำใจรับลำบากว่า นี่เราเป็นโรคซึมเศร้าหรอ เป็นได้งัย เป็นจากอะไรฟะ ทั้งที่ชีวิตก็ดี ใช่ หลายๆ คนที่เป็นเป็นคนที่มีหน้าที่การงานดี มีคนเคารพนับถือ เป็นเด็กเรียนดี ประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้านของชีวิต... และหลายๆ คน ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า รู้แต่ว่าทุกสิ่งมันแย่ หยุดคิดหยุดเครียดไม่ได้ หยุดโทษตัวเองไม่ได้ หยุดทุกความคิดที่เป็น negative ด้วยตัวเองไม่ได้ ความคิดวนลูป เป็นเพราะสมองขาดสาร serotonin  

ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คล้ายกับคนขาหัก ที่ไม่รู้ว่าตัวเองขาหัก แล้วพยายามที่จะใช้ชีวิต ยืน เดิน วิ่ง ให้เหมือนที่เคยเป็นมาแต่ทำไม่ได้ เพราะไม่รับรู้ว่าตัวเองขาหัก ไม่ได้รับการดามเฝือกแก้ไขที่ถูกต้อง ชีวิตที่ก้าวต่อไปจึงมีปัญหาที่หนักขึ้น หนักขึ้น มันไม่ใช่ว่าเขามีความผิดปกติทางจิตหรือทางความคิด แต่เพราะเขา [ ป่วย ]

การแสดงออกในหลายๆ คนก็ต่างกันไป บางคนดูไม่ออกเลย เพราะเป็นเวลาอยู่คนเดียว บางคนเห็นชัด บางคนยิ่งแย่หนักเพราะสามารถใส่หน้ากากภายนอกได้คล้ายกับปกติ แต่พออยู่คนเดียวก็ทรุด แต่ที่เหมือนๆ กันเท่าที่เคยประสบมาคือ ค่อยๆ แยกตัวจากคนอื่น ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อยลง กิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำลดลง มันดูยากมาก เพราะบางทีเราก็คิดว่าอ๋อ เค้าก็แค่ยุ่ง เพราะเราก็ยุ่งกับชีวิตของเราเหมือนกัน กว่าจะรู้ บางทีก็สายเกินไป... ที่เราทำได้คือคอยสังเกต ใส่ใจคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่มีแนวโน้มจะเจอความเครียดสูง เช่น มีปัญหากับครอบครัว มีปัญหากับแฟน เลื่อนตำแหน่งในที่ทำงาน หรือแม้แต่เปลี่ยนสภาพแวดล้อม เพราะการปรับตัวเป็นเรื่องใหญ่ของคนเหล่านี้เช่นกัน 

จุดที่จะสังเกตได้บ้างคือ คนที่เริ่มมีอาการ ต่อให้ใส่หน้ากากเก่งแค่ไหน ก็อาจจะมีช่วงหลุด โดยเฉพาะช่วงที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง เลิกกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เคยชอบทำ ความมั่นใจในตัวเองจะค่อยๆ ลดลง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า กลัว ไม่กล้าทำอะไร เพราะ self-esteem ต่ำลง การตัดสินใจเรื่องต่างๆ ลำบาก เช่นการเลือกร้านอาหาร เลือกเมนู หรือการตอบคำถามที่ต้องตอบของตัวเองง่ายๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องยาก บางครั้งก็สามารถดูได้จากรูปถ่ายใน social media หรือบาง status ซึ่งบอกตรงๆ บางครั้งดูเผินๆ ก็เพ้อๆ น่ารำคาญ แต่ลองพิจารณาดูดีๆ นั่นอาจเป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากคนที่ไม่กล้าบอกใครว่าตัวเองมีปัญหาก็ได้ ในกรณีของคนที่เก็บอาการเก่งจะอันตรายมาก เพราะไม่มีใครดูออก ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย ทำให้จมอยู่กับความคิดแย่ๆ ของตัวเองวนเวียนหยุดไม่ได้ และสุดท้ายอาจทำให้ตัดสินใจอะไรที่วู่วามได้ >> ภาพสมองของคนปกติ และคนเป็นโรคซึมเศร้า

แล้วถ้าคนใกล้ตัวเราเป็น เราควรทำตัวยังงัย  

1. ข้อแรกเลย เราต้องยอมรับให้ได้ว่าเขาไม่สบายนะ เพราะฉะนั้นความคิด การตัดสินใจ จะแตกต่างจากคนทั่วไป ไม่ใช่เขาตัดสินใจไม่ได้ ไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่เขา [ ป่วย ] ต้องเริ่มที่ตัวเรา เราต้องปรับความคิดของตัวเองก่อน

2. อย่าไปปฏิบัติตัวกับเขาเป็นพิเศษ คือก็ต้องทำไม่เหมือนทำกับคนปกติทั่วไปแหละ เพียงแต่ อย่าเสียความเป็นตัวเอง เช่นปกติเป็นคนตลกฮาๆ พอมาเจอเขาก็กลายเป็นคนละมุนประหนึ่งสำลีห่อไข่ เพราะถ้าเขายังติดต่อกับคุณ นั่นคือเขารู้สึกสบายใจกับธรรมชาติของคุณ  เขาอาจจะต้องการ positive energy จากคุณ คุณมัวไปสงสาร ไปประคบประหงมบรรยากาศอาจหดหู่ เขาอาจรู้สึกว่าเขากลายเป็นภาระของคุณได้

ถ้าเขาทำอะไรไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ คุณอาจจะเสนอความคิดตามที่คุณเคยรู้จักมา เช่น เขาไม่สามารถเลือกอาหารจากเมนูได้ คุณอาจจะตัดสินใจแทนว่า เฮ้ย แกชอบไอ้นี่นิ สั่งอันนี้ป่ะ คราวที่แล้วมากินแกชอบ... ให้เขารู้สึกว่า ยังมีคนใส่ใจ จำตัวตนของเขาได้อยู่ ไม่ใช่สั่งไม่ได้ก็ไปกดดัน เขาจะยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองว่า แค่เรื่องเล็กๆ ก็ทำไม่ได้ เป็นคนที่ไม่มีอะไรดีเลย

3. อย่าได้บอกคนเหล่านี้ว่า "ทำไมแกไม่... " "ก็ไม่เห็นต้องคิดมาก..." "... มันจะไปยากอะไร" "แกพยายามอีกหน่อย" "ไม่เห็นต้องร้องไห้เลย..." "เรื่องแค่นี้เอง..." คือมันยาก บอกเลย ตอนจมลงไปแล้วเนี่ย แค่จะฝืนตื่นขึ้นมาแต่ละวัน หรือตอบให้ตรงคำถาม มันก็ยากแล้ว  แล้วต้องมาเจอการตอกย้ำว่า เออ ใช่สิ ชั้นไม่ปกติ ชั้นทำเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ไม่ได้ ให้ย้อนกลับไปข้อ 1 คุณต้องรับได้ก่อนว่าเขาอยู่ในสภาพไม่ปกตินะ

4. ต่อจากข้อ 3. อาการของคนเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดปัญหากับคนอื่นที่ไม่เข้าใจ หรือแค่ซวยโผล่มาในจังหวะไม่ดี คุณไม่ได้มีหน้าที่แก้ปัญหาให้เขา ไม่ต้องไปบอกว่า แกทำแบบนี้สิ โน่นนี่นั่น เพราะนั่นเป็นปัญหาของเขากับคนอื่น เขามีวิธีของเขาที่จะข้ามมันไป การที่คุณไปย้ำว่าเขามีปัญหากับคนอื่น อาจทำให้อาการแย่ลง และนำไปสู่การโทษตัวเองได้ เพราะโดยส่วนมากคนเหล่านี้ก็มีแนวโน้มโทษตัวเองก่อนเป็นทุนเดิมว่าตัวเองไม่ดี 

5. สิ่งที่ควรทำคือการรับฟัง ฟังให้เยอะๆ เพราะนี่คือคนที่เป็นน้ำท่วมแก้วมา จะสำลักน้ำแล้ว เราต้องช่วยเขาระบายน้ำเสียเหล่านั้นออกไป คือต้องตั้งใจฟังนะ เพราะถ้าคุณฟังแค่ผ่านๆ เขาจะรับรู้ได้ทันที เพราะเป็นช่วงที่พร้อมจะคิด negative อยู่แล้ว การโต้ตอบ ไม่จำเป็นต้องเออออไปทุกสิ่ง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องค้านหัวชนฝา คือคุณลองมองกลางๆ หรือพยายามแนะเรื่องที่น่าจะทำได้ในสภาพนั้น

ทั้งนี้ คุณต้องดูก่อนว่า เขาพร้อมจะยื่นมือออกมาให้คุณช่วยหรือยัง ถ้าเขายังไม่พร้อม อย่าคาดคั้น คุณจะช่วยได้เมื่อเขาพร้อมให้คุณช่วย ถ้าเขายังไม่ยื่นมือออกมา อย่าได้พยายามบุกรุกเข้าไป และอย่าได้แสดงท่าทีรำคาญเด็ดขาด หากคุณตั้งใจจะช่วยเขาแล้ว ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปตามจังหวะการปรับตัวของเขา ไม่ใช่ของคุณ

6. ถ้าเขาร้องไห้ ปล่อยให้ร้องเลย อย่าไปหยุด หรือห้าม เพราะนั่นเป็นการระบายออกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเขาร้องระหว่างขับรถ ควรแนะนำให้จอดข้างทางร้องจนเสร็จก่อนค่อยไปต่อ และห้ามวางโทรศัพท์ บางทีมันอาจจะดูงงๆ ว่าให้ถือหูรอเฉยๆ ทำไม แต่ให้คิดว่า จุดที่คนเราร้องไห้ให้คนอื่นรับรู้ได้นี่ เขาต้องไว้ใจเราระดับหนึ่ง และเราอาจจะเป็นเชือกเส้นสุดท้ายที่เขาคว้าอยู่ จับให้มั่น อย่าปล่อยเขาไป  จะคุยจะแนะนำอะไร รอให้หยุดก่อน ตอนร้องปลอบอย่างเดียวพอ 

7. อย่าบุกไปหาถ้าเขาไม่เรียกหา คือหลายๆ กรณีเราย่อมรู้ว่าเขาอยู่ไหน แต่อย่าโผล่ไปสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะคุณกำลังจะไปรุกรานพื้นที่ส่วนตัวอันมีน้อยนิดของเขา  ถ้าเป็นห่วงมาก ให้ถามว่าอยากให้ไปอยู่เป็นเพื่อนไหม ถ้าเขาพร้อมเขาจะตอบรับเอง ถึงตอนนั้น คุณไปสิงได้เต็มที่ คนเราในจุดต่ำสุดหลายๆ ครั้งก็ไม่อยากให้ใครเห็น แต่ย้ำกับเค้าได้ว่าถ้าต้องการ คุณพร้อมจะอยู่ข้างเขา 

8. ถ้าเขายอมรับกับคุณว่าเขาเป็น ก็อย่าเปลี่ยนไป ไม่ต้องทำท่าว่า กรูว่าแล้ว ไม่ต้องตกใจเว่อร์ ให้ดีใจ และบอกเขาว่าคุณดีใจที่เขาเห็นคุณมีค่าพอที่จะบอก เพราะนั่นคือเขายอมรับได้แล้วว่าตัวเองมีปัญหา และยอมเปิดใจกับคุณ หลังจากนั้นอย่างแรกที่ควรทำคือ [ ไปพบแพทย์ ] นี่คืออาการป่วย ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญในการรักษา ยิ่งไปพบแต่เนิ่นๆ จะกลับมาเป็นปกติได้เร็ว 

หลังจากนั้นก็คอยสังเกตดูว่าปัญหาอยู่ที่ไหน มีแนวทางอื่นร่วมในการรักษาไหมร่วมกับคำแนะนำของแพทย์ บางคนต้องกินยา บางคนเข้าคลาสบำบัด บางคนไปนั่งวิปัสนา ( คนละอย่างกับนั่งสมาธินะ ) พึงรำลึกว่าหน้าที่คุณคือกองหนุน อะไรที่มันทำแล้วดี เขาแฮปปี้ดีขึ้น จัดไป แต่ก็ดูด้วยว่ามันโอเคหรือเปล่า เพราะเป็นช่วงอ่อนไหว อาจถูกชักจูงง่ายเช่นกัน 

9. แล้วถ้าไปเจอคนที่ไม่ยอมเปิดเผยกับเรา แต่เราสันนิษฐานว่าเขาอาจจะเป็น  ก็ไม่ต้องทำอะไร อย่าไปถาม อย่าไปเซ้าซี้ ไปจี้ เพราะนี่คือจุดอ่อนเขา เขาไม่บอกคือเขาไม่อยากให้รู้ อย่าไปทำตัวว่าเก่งที่รู้เอง ให้เป็นปกติต่อไป ถ้าไม่สนิทก็อย่าอยู่ดีๆ ไปสนิท ถ้าสนิทก็อย่าอยู่ดีๆ เปลี่ยนท่าที สิ่งเดียวที่ทำได้เยอะๆ คือ feed positive energy เข้าไป ทำให้เขายิ้ม เขาหัวเราะ ให้เขารู้ว่าถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ เรามีให้อยู่ตรงนี้ และเขาไม่ได้ผิดปกติ โลกของเขาไม่ได้เป็นสีดำ เขาแค่ป่วย เหมือนคนปกติที่ได้เชื้อหวัด ก็จะมีอาการไอ มีไข้ ไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนแอ หรือเขาแย่กว่าคนอื่น นี่ไม่ใช่ความผิดเขา ทำให้เขาเข้าใจว่า ทั้งหมดที่กำลังเป็นคืออาการป่วย ไปหาหมอ รักษา ก็จะกลับมาเป็นปกติเอง เป็นเรื่องธรรมดา 

สิ่งต่างๆ ที่ทำไป เพื่อให้คนเหล่านี้รู้ว่ายังมีเพื่อนอยู่ตรงนี้อีกคน ถึงแม้คุณอาจจะไม่ได้เป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนั้น แต่เมื่อเวลามาถึง คุณอาจเป็นเทียนอีกเล่มหนึ่งที่ให้ความหวัง ฉุดรั้งเขาไว้ในวันที่มืดมิดที่สุด